ฎีกาที่ 13846/2553
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ธนาคาร ก. เป็นผู้ซื้อ ที่ดิน พิพาทโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ ที่ดิน พิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อ ที่ดิน พิพาทจากธนาคาร ก. อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรง หรือโจทก์ทั้งสองซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นใน ที่ดิน พิพาทเป็นเวลานานแล้ว หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรใน ที่ดิน พิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองได้ และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจาก ที่ดิน พิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจาก ที่ดิน พิพาทได้
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยและบริวารออกจาก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยภาระของจำเลย และห้ามไม่ให้จำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ที่ดิน พิพาทของโจทก์ทั้งสองต่อไป ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการใช้ ที่ดิน เดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายแล้วเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่ความตาย นางสาวน้ำฝน ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายและสิ่งปลูกสร้างอื่นออกจาก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยกับบริวารเข้ามาเกี่ยวกับ ที่ดิน ดังกล่าวอีก ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเดือนละ 500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายบ้านเรือนออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา โดยพิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายจาบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 ตำบลชัยฤทธิ์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ 2 ไร่ 80 ตารางวา จำเลยอ้างว่านางฟุ้ง นางเกตุ และจำเลย เป็นเจ้าของร่วมกันใน ที่ดิน พิพาท เนื้อที่ 2 งาน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ที่ดิน พร้อมบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นของจำเลยอยู่ในส่วนหนึ่งของ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 ครั้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 จากนายจาบ จำเลยโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลจังหวัดอ่างทอง ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 228/2531 ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 โจทก์ที่ 1 ซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของร่วม เห็นว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 6295 รวมทั้ง ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ที่ดิน ดังกล่าวโดยสุจริตในการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิมิให้เสียไป แม้ ที่ดิน พิพาทมิใช่ของจำเลยหรือลูกหนี้โดยคำพิพากษา หรืออีกนัยหนึ่ง ที่ดิน พิพาทเป็นของบุคคลอื่นหรือเป็นของจำเลยคดีนี้ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกทอดหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นผู้สืบสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา 1330 เช่นเดียวกัน แม้โจทก์ทั้งสองจะมิใช่ผู้ซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยตรงก็ตาม หรือโจทก์ทั้งสองซื้อ ที่ดิน ดังกล่าวโดยทราบมาก่อนว่าจำเลยปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นใน ที่ดิน พิพาทเป็นเวลานานมาแล้ว ก็มิได้เป็นการซื้อขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการสละสิทธิในส่วน ที่ดิน พิพาทดังกล่าวที่จำเลยฎีกาเพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดนำมาปรับแล้วทำให้เกิดผลเป็นเช่นนั้น หรือการที่จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นอย่างถาวรใน ที่ดิน พิพาทมาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปี แล้วโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน และมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เป็นหลักฐาน ก็ไม่อาจยกสิทธิดังกล่าวขึ้นใช้ยันสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทดีกว่าสิทธิของจำเลย และเมื่อโจทก์ทั้งสองบอกล่าวด้วยวาจาไม่จำต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่นกับให้ออกไปจาก ที่ดิน พิพาทแล้ว จำเลยยังคงเพิกเฉย โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจาก ที่ดิน พิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13846/2553 นายเสถียร เรืองรัตน์ กับพวก โจทก์ นางสมบุญ อยู่สบาย โดยนางสาวน้ำฝน อยู่สบาย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. ม. 1330