ฎีกาที่ 15918/2553
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลย แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน อัลมอนด์ระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยประกาศให้เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีและระหว่างวันที่ 12 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 จำเลยประกาศให้เป็นวันหยุดตามประเพณีเฉพาะส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ดังนั้น ช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ทั้งสามมีสิทธิหยุดงาน ส่วนวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ทั้งสามมาทำงาน แต่ก่อนบันทึกบัตรเข้าทำงาน ผู้จัดการโรงงานถามโจทก์ทั้งสามว่าจะรับข้อเสนอเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของจำเลยหรือไม่ ถ้ายอมรับข้อเสนอต้องไปลงชื่อเข้าทำงานในแบบฟอร์มที่หัวหน้า มิฉะนั้นให้ออกไปนอกโรงงาน โจทก์ทั้งสามไม่ยอมรับข้อเสนอจึงออกไปอยู่นอกโรงงาน การที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานในวันนี้ย่อมไม่ใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสามดังนั้น ช่วงระหว่างวันที่ 9 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่ สำหรับระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 ซึ่งโจทก์ทั้งสามหยุดงานด้วยนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเปิดทำงานตามปกติสำหรับลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2550 แต่โจทก์ทั้งสามไม่เข้าทำงานกลับไปร่วมชุมนุมกับสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ที่หน้าโรงงาน โดยโจทก์ทั้งสามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วยเลย ย่อมถือได้ว่า โจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่สหภาพ แรงงาน ฯ ระบุชื่อโจทก์ทั้งสามในบัญชีรายชื่อสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ กลับเข้าทำงานในวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน ที่ให้จำเลยรับลูกจ้างที่ปิดงานกลับเข้าทำงาน ซึ่งหมายถึงเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ เท่านั้น อันเป็นคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท แรงงาน ที่ตกลงกันไม่ได้กับจำเลย ย่อมไม่ทำให้โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ได้สิทธิตามคำสั่งดังกล่าวไปด้วย และไม่มีผลลบล้างให้โจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดละทิ้งหน้าที่ในวันที่ 17 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 โดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 583 และถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยมีเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49
ย่อยาว
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยโจทก์ทั้งสามกลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และการจ้างเดิม จ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามดังนี้ ค่าชดเชยคนละ 138,000 บาท 66,820 บาท 61,100 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 13,800 บาท 6,682 บาท 6,111 บาท ค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมคนละ 151,800 บาท 80,184 บาท 61,100 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยในค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในสินจ้างแทนการบอกล่วงหน้าและค่าเสียหายอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสามตามลำดับ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้กับโจทก์ที่ 1 ดังนี้ ค่าชดเชย 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 151,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ที่ 2 ค่าชดเชย 66,820 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,682 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 80,184 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และโจทก์ที่ 3 ค่าชดเชย 61,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 61,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยทุกรายการนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าได้ชำระเสร็จคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน อัลมอนด์ ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 จำเลยปิดงานเพราะเกิดข้อพิพาท แรงงาน ที่ตกลงกันไมได้สืบเนื่องมาจากสหภาพ แรงงาน อัลมอนด์ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 200 คน เป็นฝ่ายยื่นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลย และโจทก์ทั้งสามเข้าร่วมชุมนุมกับสมาชิกสหภาพ แรงงาน ที่หน้าโรงงานโดยไม่ได้เข้าทำงานตามหน้าที่จึงถูกจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ทั้งสามไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจ แรงงาน เรียกร้องค่าจ้าง พนักงานตรวจ แรงงาน มีคำสั่งที่ 22/2550 ใจความว่าวันที่ 9 ถึง 16 เมษายน 2550 เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปีและวันหยุดตามประเพณี โจทก์ทั้งสามไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ ส่วนระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 โจทก์ทั้งสามยังคงร่วมชุมนุมกับสหภาพ แรงงาน ฯ ที่หน้าโรงงาน ไม่ยอมเข้าทำงานตามประกาศของจำเลยเป็นการละทิ้งหน้าที่โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในส่วนนี้ โจทก์ทั้งสามและจำเลยไม่นำคดีไปที่ศาล แรงงาน เพื่อเพิกถอนคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุดข้อเท็จจริงตามคำสั่งมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามและจำเลย ปัญหาว่าในช่วงต้นตั้งแต่วันที่ 9 ถึง 16 เมษายน 2550 โจทก์ทั้งสามหยุดงานชอบหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าช่วงระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 11 เมษายน 2550 จำเลยประกาศให้เป็นวันหยุดพักผ่อนประจำปี และระหว่างวันที่ 12 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 จำเลยประกาศให้เป็นวันหยุดตามประเพณีเฉพาะส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ดังนั้น ระยะเวลาดังกล่าวโจทก์ทั้งสามมีสิทธิหยุดงาน ส่วนในวันที่ 9 เมษายน 2550 โจทก์ทั้งสามมาทำงาน แต่ก่อนบันทึกบัตรเข้าทำงาน ผู้จัดการโรงงานถามโจทก์ทั้งสามว่าจะรับข้อเสนอเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของจำเลยหรือไม่ ถ้ายอมรับข้อเสนอต้องไปลงชื่อเข้าทำงานในแบบฟอร์มที่หัวหน้างาน มิฉะนั้นให้ออกไปนอกโรงงานโจทก์ทั้งสามไม่ยอมรับข้อเสนอจึงออกไปอยู่นอกโรงงาน การที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ทำงานในวันนี้ย่อมไม่ใช่ความผิดของโจทก์ทั้งสาม ดังนั้นระหว่างวันที่ 9 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2550 ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่ สำหรับช่วงระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 ซึ่งโจทก์ทั้งสามหยุดงานด้วยนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเปิดทำงานตามปกติสำหรับลูกจ้างที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2550 แต่โจทก์ทั้งสามไม่เข้าทำงาน กลับไปร่วมชุมนุมกับสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ ที่หน้าโรงงาน โดยโจทก์ทั้งสามไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องด้วยเลย ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร การที่สหภาพ แรงงาน ฯ ระบุชื่อโจทก์ทั้งสามในบัญชีรายชื่อสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ กลับเข้าทำงานในวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงาน ที่ให้จำเลยรับลูกจ้างที่ถูกปิดงานกลับเข้าทำงาน ซึ่งหมายถึงเฉพาะลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯ เท่านั้น อันเป็นคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท แรงงาน ที่ตกลงกันไม่ได้กับจำเลย ย่อมไม่ทำให้โจทก์ทั้งสามที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ แรงงาน ฯได้สิทธิตามคำสั่งดังกล่าวไปด้วย และไม่มีผลลบล้างให้โจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดละทิ้งหน้าที่ในวันที่ 17 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2450 โดยไม่มีเหตุอันสมควรแต่อย่างใดอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อโจทก์ทั้งสามละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (5) ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยมีเหตุอันสมควร จึงไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาล แรงงาน กลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินทั้งสามประเภทดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15918/2553 นายธงชัย ศิริเมย์ กับพวก โจทก์ บริษัทอัลมอนด์ (ไทยแลนด์) จำกัด จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (5) ป.พ.พ. ม. 583 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49