ฎีกาที่ 13996/2553
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
กรมสรรพากรมีอำนาจจัดเก็บ ภาษี ส่วนท้องถิ่นแทนกรุงเทพมหานคร โดยอาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 มาตรา 112 บัญญัติว่า "กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บ ภาษี อากร...เพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ ภาษี ...ประเภทใดประเภทหนึ่งหรือทุกประเภทดังต่อไปนี้ (1) ภาษี ธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร... และวรรคสาม " ภาษี อากร... ตามมาตรานี้ ให้ถือเป็น ภาษี อากร...ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น" ดังนั้น ภาษี ส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของ ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงถือเป็น ภาษี ธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร ซึ่งมาตรา 5 แห่ง ป.รัษฎากรบัญญัติให้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากร ป.รัษฎากรลักษณะ 2 ภาษี อากรฝ่ายสรรพากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ ภาษี อากรประเมิน ส่วน 2 การอุทธรณ์มีรายละเอียดตามมาตรา 28 ถึง 34 เป็นบทบัญญัติที่ได้กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในส่วนการพิจารณาอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะและไม่มีบทบัญญัติว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต้องพิจารณาคำอุทธรณ์ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ขั้นตอนพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวที่ป.รัษฎากรกำหนดไว้ จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อยกเว้นใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2535 มาตรา 3 วรรคสอง ที่ไม่นำความในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับในกรณีนี้ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ป.รัษฎากรในส่วนนี้ มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำหรือสูงกว่า พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี ธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) ที่ 02008390 - 25470130 - 006 - 00322 ลงวันที่ 30 มกราคม 2547 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สก.2/อธ.4/11/19/48 ลงวันที่ 28 เมษายน 2548 และให้พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่เสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามที่เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า การจัดเก็บ ภาษี ส่วนท้องถิ่นเป็นการจัดเก็บรายได้แทนกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยพระราชบัญญัติระเบียบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ซึ่งมาตรา 112 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "กรุงเทพมหานครมีอำนาจออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บ ภาษี อากรและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ ภาษี และค่าธรรมเนียมประเภทใดประเภทหนึ่งหรือทุกประเภทดังต่อไปนี้ (1) ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร (2) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา (3) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในการเล่นการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน" และวรรคสามบัญญัติว่า " ภาษี อากรและค่าธรรมเนียมตามมาตรานี้ ให้ถือเป็น ภาษี อากรและค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น" ดังนั้น ภาษี ส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของ ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งโจทก์ไม่ยอมชำระนั้น ให้ถือเป็น ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร ซึ่งมาตรา 5 แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติให้อยู่ในอำนาจหน้าที่และการควบคุมของกรมสรรพากร เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมิน ภาษี ส่วนท้องถิ่นร้อยละ 10 ของ ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรได้ ซึ่งเมื่อกรมสรรพากรเรียกเก็บ ภาษี ธุรกิจเฉพาะเพื่อราชการส่วนท้องถิ่นแล้ว ได้หักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ แล้ว จำเลยส่งมอบ ภาษี ธุรกิจเฉพาะทั้งจำนวนให้แก่กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยจัดสรรตามพระราชบัญญัติจัดสรรรายได้ประเภท ภาษี มูลค่าเพิ่มและ ภาษี ธุรกิจเฉพาะให้แก่ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2534 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีอำนาจเรียกเก็บ ภาษี ส่วนท้องถิ่นโดยประเมิน ภาษี ส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของ ภาษี ธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า คณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ขัดต่อมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรลักษณะ 2 ภาษี อากรฝ่ายสรรพากร หมวด 2 วิธีการเกี่ยวแก่ ภาษี อากรประเมิน ส่วน 2 การอุทธรณ์ มีรายละเอียดตามมาตรา 28 ถึง 34 เป็นบทบัญญัติที่ได้กำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในส่วนการพิจารณาอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะ จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อยกเว้นในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2535 มาตรา 3 วรรคสอง ที่ไม่นำความในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับในกรณีนี้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่า ประมวลรัษฎากรในส่วนนี้ มีหลักเกณ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการต่ำหรือสูงกว่าพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 45 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า ศาล ภาษี อากรกลางชี้ขาดตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อแล้ว คำพิพากษาของศาล ภาษี อากรกลางจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (7) 142 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ. 2548 มาตรา 17 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 500 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13996/2553 นางจำเนียร สธนเสาวภาคย์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร ม. 18 ทวิ , ม. 19 , ม. 20 , ม. 30 , ม. 91/15 , ม. 91/16 พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ม. 112 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 3 , ม. 37 , ม. 41 , ม. 45