ฎีกาที่ 7153/2553
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.พ.พ. มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจเรียกให้ย้าย ภาระจำยอม ไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใด และต้องกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ะระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้ายทาง ภาระจำยอม ได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้นตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอย้ายทาง ภาระจำยอม ก็ย่อมสามารถกระทำได้แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 1253 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ยาวประมาณ 91 เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1251 และ 1252 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ยาวประมาณ 63 เมตร และ 72.50 เมตร ตามลำดับเป็นทาง ภาระจำยอม ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้โจทก์ทั้งเจ็ด เพื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 1275 เลขที่ดิน 19 ตำบลวัดพระยาไกร (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งเจ็ดรื้อสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ได้กระทำลงบนทางพิพาท ให้จำเลยทั้งเจ็ดทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งเจ็ด คดีอยู่ระหว่างการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีและย้ายทาง ภาระจำยอม บางส่วนดังกล่าว ผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าขอให้งดการบังคับคดี โจทก์ทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาเฉพาะที่ให้รื้อสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารหรือตึกแถวที่ตั้งอยู่บนทาง ภาระจำยอม ด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร และให้งดการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ทำสะพานไม้ให้อยู่ในสภาพเดิมเฉพาะทาง ภาระจำยอม ด้านที่ยาว 91 เมตร และ 63 เมตร นอกจากที่ให้งดการบังคับคดีดังกล่าวนี้แล้ว การบังคับคดีในส่วนอื่นตามคำพิพากษาคงให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย สำหรับคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เหตุตามที่ผู้ร้องอ้างไม่ถือเป็นเหตุเพียงพอที่จะให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ด จำเลยทั้งเจ็ดและผู้ร้องทั้งสี่สิบห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้งดการบังคับคดีไว้ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดและจำเลยทั้งเจ็ดที่ว่า จำเลยทั้งเจ็ดจะขอให้ย้ายทาง ภาระจำยอม บางส่วนและงดการบังคับคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดได้หรือไม่เพียงใดนั้น ประการแรกที่จำเลยทั้งเจ็ดขอให้ย้ายทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตร ไปใช้ทางที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายวิมลทนายจำเลยทั้งเจ็ดประกอบกับคำร้องของจำเลยทั้งเจ็ดว่า ทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตร มีบางส่วนอยู่เลยเข้าไปในที่ดินและตึกแถวของผู้ซื้อบ้านจัดสรร จำเลยทั้งเจ็ดในฐานะเจ้าของภารยทรัพย์ได้สร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดีเป็นการถาวรมั่นคง กว้างประมาณ 6 เมตร ขึ้นมาใหม่ถัดจากทาง ภาระจำยอม เดิมเล็กน้อย ซึ่งประชาชนทั่วไปรวมทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางเดินหรือใช้รถยนต์แล่นผ่านเข้าออกได้สะดวกปลอดภัยโดยไม่จำต้องสร้างสะพานไม้บนถนนดังกล่าวอันจะก่อให้เกิดความยากลำบากในการสัญจรขึ้นอีก ทั้งในส่วนของทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตรนี้ ทนายโจทก์ทั้งเจ็ดก็แถลงรับข้อเท็จจริงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แล้วว่า ตำแหน่งของทาง ภาระจำยอม ส่วนนี้ส่วนใหญ่จะทับกับถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นคงมีบางส่วนที่ทับกับตึกแถวของนางนิรมลที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราวและทับกับตึกแถวซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปอีกสองห้องเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นว่า ทาง ภาระจำยอม ส่วนนี้เดิมเป็นที่ต่ำจึงต้องสร้างสะพานใม้ขึ้นเป็นทางเดินมีความกว้างเพียง 70 ถึง 80 เซนติเมตร ส่วนถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กถาวรมั่นคงมีความกว้างถึงประมาณ 6 เมตร ใช้เป็นทางเดินและทางรถยนต์ได้สะดวกสบายกว่าทาง ภาระจำยอม เดิมมาก นอกจากนี้ปรากฏว่าตึกแถวที่จำเลยทั้งเจ็ดก่อสร้างมีจำนวนถึง 3 คูหา ที่รุกล้ำเข้ามาทับทาง ภาระจำยอม บางส่วนซึ่งเห็นได้ชัดว่าหากต้องมีการรื้อตึกแถวในส่วนที่รุกล้ำทุกคูหาย่อมจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นการย้ายทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตร จากที่เดิมไปยังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นจึงเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งเจ็ดรวมถึงโจทก์ทั้งเจ็ด และยังเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย จำเลยทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกให้ย้ายทาง ภาระจำยอม ดังกล่าวไปยังถนนที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 ซึ่งการย้ายทาง ภาระจำยอม ดังกล่าวไม่เป็นการต้องห้ามหรือขัดกับคำวินิจฉัยชี้ขาดและคำพิพากษาของศาลฎีกาดังที่โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกากล่าวอ้าง เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1392 มิได้ระบุระยะเวลาที่อาจจะเรียกให้ย้าย ภาระจำยอม ไว้ว่าจะต้องกระทำภายในระยะเวลาใดและต้องการกระทำก่อนคดีถึงที่สุดหรือไม่ เพียงแต่ระบุให้เจ้าของภารยทรัพย์ที่ขอย้ายต้องแสดงให้เห็นได้ว่าการย้ายนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนและรับจะเสียค่าใช้จ่ายหากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ทั้งจะต้องไม่ทำให้ความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์ลดน้อยลง ก็เพียงพอที่จะเรียกให้ย้าย ภาระจำยอม ได้แล้ว ประกอบกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าวก็เพื่อต้องการให้เป็นหลักประนีประนอมอันดีระหว่างประโยชน์ของเจ้าของภารยทรัพย์และความสะดวกของเจ้าของสามยทรัพย์โดยไม่ถือเคร่งครัดตามสิทธิเกินไปด้วย ดังนั้น ตราบใดที่การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้น การขอให้ย้ายทาง ภาระจำยอม ก็ย่อมสามารถกระทำได้ แม้จะมีคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นที่สุดแล้วก็ตาม ...และเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดย้ายทาง ภาระจำยอม เดิมมายังถนนคอนกรีตที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นใหม่แล้วถนนคอนกรีตย่อมตกเป็นทาง ภาระจำยอม แทนทาง ภาระจำยอม ซึ่งเป็นสะพานไม้เดิมจำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องจดทะเบียนถนนคอนกรีตให้เป็นทาง ภาระจำยอม แทนทาง ภาระจำยอม เดิมด้วย โดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องสร้างสะพานไม้ขึ้นมาบนทาง ภาระจำยอม นี้อีก... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ย้ายทาง ภาระจำยอม ด้านที่มีความยาว 63 เมตรเดิมไปใช้ทางซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กกว้างประมาณ 6 เมตร ที่จำเลยทั้งเจ็ดสร้างขึ้นติดและทับกับทาง ภาระจำยอม เดิม โดยให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการเพื่อให้โจทก์ทั้งเจ็ดสามารถใช้ทาง ภาระจำยอม ใหม่ได้ หากมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก็ให้จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้ออกใช้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดจดทะเบียนถนนคอนกรีตดังกล่าวเป็นทาง ภาระจำยอม แทนทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตรเดิม หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด ให้งดการบังคับคดีในส่วนที่ต้องรื้อกำแพงรั้วและตึกแถวที่สร้างเฉียงล้ำทาง ภาระจำยอม ความยาว 91 เมตร และทาง ภาระจำยอม ความยาว 63 เมตรเดิมเสีย กับให้งดการก่อสร้างสะพานไม้บนทาง ภาระจำยอม ทั้งสองทางดังกล่าว ส่วนทาง ภาระจำยอม ความยาว 72.50 เมตร คงให้ดำเนินการบังคับคดีตามหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นซึ่งออกตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไป ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสี่สิบห้า ค่าคำร้องเป็นพับ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยทั้งเจ็ดเป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7153/2553 นาวาอากาศตรีเทียม ประถมด้วง กับพวก โจทก์ นายปรีชา สหมงคลกิจ กับพวก ผู้ร้อง บริษัทเชิงทะเล จำกัด กับพวก จำเลย นายสำคัญ บุญหลง โดยนางสาวดวงตา บุญหลง ผู้จัดการมรดก กับพวก จำเลยร่วม ป.พ.พ. ม. 1392