ฎีกาที่ 5038/2552
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
มูลเหตุแห่งการฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ ทั้งในคดีเดิมและคดีนี้มาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ที่ทำไว้กับโจทก์ฉบับเดียวกัน แม้ในคดีเดิมโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามกำหนด ขอให้ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาและค่าใช้ทรัพย์ ส่วนในคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าระหว่างการครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตามสัญญารถยนต์สูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดโดยขอให้ชำระค่ารถยนต์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายระหว่าง เช่าซื้อ นั้นได้ปรากฏขึ้นก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในคดีเดิมซึ่งโจทก์ทราบดี แต่โจทก์ไม่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดกรณีรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายตามข้อตกลงในสัญญา การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่สูญหายในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ฉบับเดียวกันอีก ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องได้อยู่แล้วในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ฎ - 8142 กรุงเทพมหานคร พร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์ในราคา 407,327.04 บาท ตกลงชำระค่า เช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 8,485 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 18 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 18 ของเดือนถัดไปจนครบ ในสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 3 (ก) วรรคสอง ระบุว่าหากรถยนต์สูญหาย...ผู้ เช่าซื้อ ยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญา เช่าซื้อ ทันที โดยผู้เช่าจะไม่ยกเหตุโจรกรรม...และเหตุที่เจ้าของมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรายที่ผู้ เช่าซื้อ เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันตามเงื่อนไขของสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 3 (ซ) มาปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชำระค่าเสียหายหรือชดใช้ราคาดังกล่าวข้างต้น... โดยสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ เป็นเงิน 127,289.70 บาท แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 16 วันที่ 18 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ปรากฏว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปจากการครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์ที่เหลือพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 280,037.34 บาท แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 280,037.34 บาท พร้อมเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนจากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และเนื่องจากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายทำให้สัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม โจทก์จึงต้องคืนเงินดาวน์และเงินค่า เช่าซื้อ ที่ชำระไปแล้วรวม 200,187 บาท แก่จำเลยทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จึงขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้บังคับตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาจำเลยทั้งสองขอถอนอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ โจทก์แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองและวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช.5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่ชำระเกินมา 6,800 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ช. 5312/2543 เรื่องผิดสัญญา เช่าซื้อ และค้ำประกัน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ รถยนต์ตามสัญญา เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนหากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชดใช้ค่าใช้ทรัพย์ในการที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถยนต์ของโจทก์ตลอดระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 ครอบครองนับตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องพร้อมเบี้ยปรับ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ให้รับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันฉบับเดียวกันโดยอ้างเหตุว่ารถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จากโจทก์สูญหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญา เช่าซื้อ อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ช. 5312/2543 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้หรือไม่ เห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ ทั้งในคดีเดิมและคดีนี้มาจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ที่ทำไว้กับโจทก์ฉบับเดียวกัน แม้ในคดีเดิมโจทก์จะกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ ตามกำหนดขอให้ส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาและค่าใช้ทรัพย์ ส่วนในคดีนี้โจทก์กล่าวอ้างว่าระหว่างการครอบครองรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ตามสัญญารถยนต์สูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดโดยขอให้ชำระค่ารถยนต์ในส่วนที่ยังขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายระหว่าง เช่าซื้อ นั้นได้ปรากฏขึ้นก่อนที่โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในคดีเดิมซึ่งโจทก์ทราบดี แต่โจทก์ไม่ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดกรณีรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายตามข้อตกลงในสัญญา การที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่สูญหายในส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา เช่าซื้อ ฉบับเดียวกันอีก ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องได้อยู่แล้วในคดีก่อนเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้วฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5038/2552 บริษัทซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายมนตรีหรือวทัญญู สนิทประชากร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 148