ฎีกาที่ 4135/2552
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทง ถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ อ. และ ธ. จะปลอมลายมือชื่อ ท. น. และ บ. ตามคำสั่งของจำเลยอันมีลักษณะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังคำเบิกความของ อ. และ ธ. เพียงแต่มีน้ำหนักน้อย หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบจะไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้เท่านั้น ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของ อ. และ ธ. ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ท. น. และ บ. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร แต่ อ. และ ธ. เป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน แม้ ท. น. และ บ. จะให้ความยินยอมก็ไม่ทำให้ลายมือชื่อปลอมกลายเป็นลายมือชื่อจริง ดังนั้นเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 352, 353, 354, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 4,500,000 บาท แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนสืบพยาน โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหา ยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353 และมาตรา 354 โจทก์และจำเลยแถลงไม่ค้าน ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะข้อหา ยักยอก เสียจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง เป็นจำคุก 40 ปี แต่กรณีความผิดดังกล่าวกฎหมายกำหนดอัตราโทษจำคุกอย่างสูงห้าปีซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้ลงโทษจำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 13 กระทง เป็นจำคุก 13 ปี จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งหมดแล้ว อันเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนับว่าเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 40 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยแต่ละกระทงตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพียง 13 กระทงถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จำเลยจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ใช้ให้นางสาวอุไร ปลอมลายมือชื่อนางทองสุข กับนางสาวนิภา และไม่ได้ใช้ให้นายธรรมนูญ ปลอมลายมือชื่อนายบุญชัยในหนังสือมอบอำนาจ เอกสารการกู้ยืมเงิน และเอกสารการรับเงินกู้จากโจทก์ร่วมและฎีกาว่าจำเลยขาดเจตนาในการกระทำความผิด เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย จำเลยเป็นผู้ใช้ให้นางสาวอุไร และนายธรรมนูญ กระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ มิใช่เป็นตัวการดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำเลยในข้อหาเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ถูกต้องแต่การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ ไม่จำต้องยกฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้นางสาวอุไรและนายธรรมนูญจะปลอมลายมือชื่อนางสาวทองสุข นางสาวนิภา และนายบุญชัยตามคำสั่งของจำเลยอันมีลักษณะเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน แต่ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพียงแต่มีน้ำหนักน้อย หากไม่มีพยานหลักฐานอื่นประกอบจะไม่มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้เท่านั้น ดังนั้น ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของนางสาวอุไรและนายธรรมนูญได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสาวทองสุข นางสาวนิภา และนายบุญชัยไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสาร แต่นางสาวอุไร และนายธรรมนูญเป็นผู้ลงลายมือชื่อแทน แม้นางสาวทองสุข นางสาวนิภา และนายบุญชัยจะให้ความยินยอมก็ไม่ทำให้ลายมือชื่อปลอมกลายเป็นลายมือชื่อจริง ดังนั้นเอกสารจึงเป็นเอกสารปลอม ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 ประกอบมาตรา 86, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 265 จำเลยใช้เอกสารและเอกสารสิทธิโดยเป็นผู้สนับสนุนให้ปลอมเอกสารและเอกสารสิทธินั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารและเอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งการใช้เอกสารและเอกสารสิทธิในแต่ละครั้ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4135/2552 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม นายวิวัฒน์ วณิชวิทยา จำเลย ป.อ. ม. 86 , ม. 264 วรรคแรก , ม. 265 , ม. 268 ป.วิ.อ. ม. 218 , ม. 226 , ม. 227