ฎีกาที่ 5843/2552
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
มูลคดีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.4 โดยร่วมกันปลอมและประทับดวงตราปลอม และลงลายมือชื่อปลอมบัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ ปลอมหนังสืออนุญาตให้บุคคลพื้นที่สูงออกนอกเขตที่พักอาศัยหรือพื้นที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราวอันเป็นเอกสารราชการและประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอม ปลอมแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ และปลอมทะเบียนบ้านของบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรให้แก่บุคคล 1 คน โดยบรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าวในคราวเดียวกัน ด้วยมีเจตนาที่จะ ปลอมเอกสาร ดังกล่าวต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใดไม่ แม้จะมีการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ ก็ตาม ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้ดวงตราปลอม 2 กรรม การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง ข้อ 1.7 โดยบรรยายฟ้องในแต่ละข้อว่า ร่วมกัน ปลอมเอกสาร ข้อละประเภทเอกสารให้แก่บุคคล 3 คน ในคราวเดียวกันการ ปลอมเอกสาร ดังกล่าวเป็นการ ปลอมเอกสาร ด้วยมีเจตนาต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน ส่วนที่ในฟ้องแต่ละข้อแม้จะเป็นการ ปลอมเอกสาร ของบุคคลต่างคนรวม 3 คน ก็ตาม แต่โจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดกรรมเดียว โจทก์ก็ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นฎีกาอีก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 251, 252, 264, 265 และริบของกลาง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการและร่วมกันใช้ดวงตราปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 252 รวม 2 กระทง ให้ลงโทษตามมาตรา 252 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามอัตราโทษในมาตรา 251 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง รวมจำคุก 10 ปี และจำเลยที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการอีก 5 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 20 ปีจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ริบของกลางทั้งหมด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันใช้ดวงตราปลอมและ ปลอมเอกสาร ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 252 (ที่ถูก มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251), 265 ประกอบมาตรา 83 กระทงหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 ประกอบมาตรา 251 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกัน ปลอมเอกสาร ราชการ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83) อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.4 เป็นความผิดหลายกรรมต้องเรียงกระทงลงโทษตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ เป็นความผิด 2 กรรม เห็นว่า มูลคดีที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันปลอมและประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอมบัตรประจำตัวบุคคลพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ ปลอมหนังสืออนุญาตให้บุคคลพื้นที่สูงออกนอกเขตที่พักอาศัยหรือพื้นที่ออกบัตรเป็นการชั่วคราวอันเป็นเอกสารราชการ และประทับดวงตราปลอมและลงลายมือชื่อปลอม ปลอมแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงอันเป็นเอกสารราชการ และปลอมทะเบียนบ้านของบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรให้แก่บุคคล 1 คน โดยบรรยายฟ้องว่าเป็นการกระทำความผิดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน พฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดดังกล่าวในคราวเดียวกัน ด้วยมีเจตนาที่จะ ปลอมเอกสาร ดังกล่าวต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกันแต่อย่างใดไม่ แม้จะมีการใช้ดวงตราปลอมในเอกสาร 2 ฉบับ ก็ตาม ก็ไม่เป็นความผิดฐานใช้ดวงตราปลอม 2 กรรม การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง ข้อ 1.7 แต่ละข้อเป็นการกระทำให้แก่บุคคลถึง 3 คน คือ เป็นการ ปลอมเอกสาร ให้แก่นายใจ นายสยาม และนายใส การกระทำแต่ละข้อจึงเป็นการกระทำความผิด 3 กรรม และการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดต่างกรรมกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดในคราวเดียวกัน คือ วันที่ 28 พฤษภาคม 2547 เวลากลางวัน ด้วยมีเจตนาที่จะ ปลอมเอกสาร ตามฟ้องต่อเนื่องกันเพื่อให้เอกสารบริบูรณ์เท่านั้น หาได้มีเจตนาหลายเจตนาที่จะให้เกิดผลต่างกรรมกัน ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ส่วนที่การกระทำในแต่ละข้อแม้จะเป็นการ ปลอมเอกสาร ของบุคคลต่างคนกันก็ตาม แต่โจทก์บรรยายรวมกันมาในข้อเดียวกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษเป็นกรรมเดียว ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำแต่ละข้อเป็นความผิดกรรมเดียว โจทก์ก็ไม่อุทธรณ์โต้แย้ง โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นฎีกาอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน... พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2552 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายธีรเมศวร์ ร้องขันแก้ว กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. ม. 160 , ม. 192 ป.อ. ม. 90 , ม. 251 , ม. 252 , ม. 265