ฎีกาที่ 10417/2551
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญา เช่าซื้อ ว่าเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษยน 2540 เช่นนี้ เมื่อผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 9 จึงเป็นงวดประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 9 นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 แสดงว่าโจทก์ยอมรับชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ตรงตามงวดที่ระบุในสัญญา เช่นนี้ถือว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่า เช่าซื้อ เป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในระยะเวลาอันควรก่อน การที่โจทก์บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ทันทีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2541 จึงไม่ชอบ รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ได้สูญหายไปจริงก่อนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และเนื่องจากสัญญา เช่าซื้อ เป็นสัญญาเช่าทรัพย์รวมกับคำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย สัญญา เช่าซื้อ ย่อมระงับไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 ดังนี้ สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการสูญหายเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จะฟ้องเรียกค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระอยู่นับแต่วันที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไม่ได้ แต่ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 4. กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการใช้การเก็บรักษาทรัพย์ที่ เช่าซื้อ แม้เป็นเหตุสุดวิสัย และตามข้อ 7. ได้กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดเงินค่า เช่าซื้อ ค่าเสียหายใด ๆ ในกรณีสัญญา เช่าซื้อ ได้ยกเลิกเพิกถอนไม่ว่าเหตุใดให้แก่ผู้ให้ เช่าซื้อ จนครบถ้วน ย่อมหมายความรวมถึงผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดต่อผู้ให้ เช่าซื้อ เกี่ยวกับค่าเสียหาย ค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระในกรณีสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเพราะเหตุรถยนต์ เช่าซื้อ สูญหายด้วย ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับย่อมใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้หนังสือสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์เป็นเพียงคู่ฉบับ และสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ แต่ตามคำให้การจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญา เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องกับโจทก์จริง โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่า เช่าซื้อ และค่าเสียหายเป็นเงิน 327,996 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 251,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ตกเป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยทั้งสองไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ รถยนต์หมายเลขทะเบียนบท 3072 นครสวรรค์ ไปจากโจทก์ในราคา 422,496 บาท ตกลงผ่อนชำระ 36 งวด งวดละ 11,736 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2540 และทุกวันที่ 25 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ และโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการแรกว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเนื่องจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยทั้งสองให้การว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ถูกคนร้ายลักไปการที่รถยนต์สูญหายย่อมเป็นภัยพิบัติแก่โจทก์เป็นทำนองว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเพราะรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไป ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้ฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติจึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเพราะเหตุใด ในข้อนี้ได้ความตามสัญญา เช่าซื้อ ว่าเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2540 เช่นนี้ เมื่อผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 9 จึงเป็นงวดประจำวันที่ 25 ธันวาคม 2540 แต่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดงวดที่ 9 นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 แสดงว่าโจทก์ยอมรับชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ตรงตามงวดที่ระบุในสัญญา เช่นนี้ถือว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดระยะเวลาการชำระค่า เช่าซื้อ เป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในระยะเวลาอันควรก่อน การที่โจทก์บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ทันทีเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2541 จึงไม่ชอบ ทั้งจำเลยทั้งสองยังเบิกความยืนยันว่า รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2541 และได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานโดยโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ได้สูญหายไปจริงก่อนโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญา และเนื่องจากสัญญา เช่าซื้อ เป็นสัญญาเช่าทรัพย์รวมกับคำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่า สัญญา เช่าซื้อ จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ประเภทหนึ่ง เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย สัญญา เช่าซื้อ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 ดังนี้ สัญญา เช่าซื้อ ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเลิกกันนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการสูญหายเป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 โจทก์จะฟ้องเรียกค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระอยู่นับแต่วันที่รถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไม่ได้ แต่ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 4. กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดเกี่ยวกับค่าเสียหายจากการใช้ การเก็บรักษาทรัพย์ที่ เช่าซื้อ แม้เป็นเหตุสุดวิสัยและตามข้อ 7. ได้กำหนดให้ผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดเงินค่า เช่าซื้อ ค่าเสียหายใดๆ ในกรณีสัญญา เช่าซื้อ ได้ยกเลิกเพิกถอนไม่ว่าเหตุใดให้แก่ผู้ให้ เช่าซื้อ จนครบถ้วน ย่อมหมายความรวมถึงผู้ เช่าซื้อ ต้องรับผิดต่อผู้ให้ เช่าซื้อ เกี่ยวกับค่าเสียหายค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระในกรณีสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันเพราะเหตุรถยนต์ เช่าซื้อ สูญหายด้วย ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าในลักษณะเป็นเบี้ยปรับย่อมใช้บังคับได้ตามกฎหมาย หากพฤติการณ์ปรากฏว่าสูงเกินส่วนศาลย่อมกำหนดให้ตามสมควรแก่ความเสียหายได้ การที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระค่าใช้จ่ายในการติดตามรถตามที่กำหนดในสัญญาและศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โดยถือว่าเป็นเบี้ยปรับนั้น ถือได้ว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายตามที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องไม่เกินคำขอของโจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาอย่างใด ส่วนการชำระค่า เช่าซื้อ นั้นโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระให้โจทก์เพียง 8 งวด เท่านั้น จำเลยทั้งสองนำสืบว่าได้ชำระค่า เช่าซื้อ รวม 10 งวด ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ เพียง 8 งวด กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวอุษณีรัตน์พนักงานบัญชีของโจทก์ว่าใบรับเงินชั่วคราวเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ออกให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คชำระค่า เช่าซื้อ ตั้งแต่งวดที่ 7 ถึงงวดที่ 12 แม้จะอ้างว่าเช็คบางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ แต่จำเลยที่ 1 ก็นำสืบว่าได้ผ่อนชำระเงินสดจนถึงงวดที่ 10 ประจำเดือนมกราคม 2541 ซึ่งเจือสมกับหนังสือบอกเลิกสัญญาของโจทก์ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 ค้างค่างวดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนกันยายน 2541 ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ให้โจทก์แล้ว 10 งวด เมื่อพิเคราะห์ถึงราคารถยนต์ที่แท้จริงประกอบกับค่า เช่าซื้อ ที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแก่โจทก์และรถยนต์ย่อมเสื่อมราคาไปเพราะการใช้ตามปกติแล้ว เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายมา 251,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์แสดงแต่คู่ฉบับสัญญา เช่าซื้อ มิได้แสดงว่าต้นฉบับสัญญา เช่าซื้อ อยู่ ณ ที่ใด ติดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ และสัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 และประมวลรัษฎากร มาตรา 118 นั้น เห็นว่า แม้หนังสือสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์เป็นเพียงคู่ฉบับ และสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ แต่ตามคำให้การจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญา เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองให้การยอมรับแล้วว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันตามฟ้องกับโจทก์จริง โดยไม่จำต้องอาศัยสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดี ดังนั้น แม้สัญญา เช่าซื้อ จะเป็นเพียงคู่ฉบับและสัญญาค้ำประกันจะมิได้ติดอากรแสตมป์ ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติดังกล่าวแล้วได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10417/2551 นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ โจทก์ นางสาวอุบลหรือนางชนิสรา วินิตกฤษฎา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 567 , ม. 572 , ม. 574 ป.วิ.พ. ม. 93 ป.รัษฎากร ม. 118