ฎีกาที่ 2929/2551
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ได้รับคำร้องขอจาก ผู้บริโภค ทั้งสี่ให้ดำเนินคดีแทนแล้วโจทก์จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค เพื่อให้มีอำนาจฟ้องคดีแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 10 และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง กรณีไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามฎีกาของจำเลย คดีนี้โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค แล้ว จึงเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีเอง มิใช่ ผู้บริโภค เป็นผู้ฟ้อง ผู้บริโภค จึงไม่จำต้องแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ฟ้องคดี แม้สัญญาจะซื้อจะขายมิได้ระบุว่าจำเลยต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จเมื่อใด แต่ ผู้บริโภค ตกลงจะซื้อบ้านตั้งแต่ปี 2536 และผ่อนชำระเงินดาวน์เรื่อยมาจนครบตามสัญญาในปี 2538 ประกอบกับสัญญาระบุว่า ผู้จะขายจะจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินได้ภายหลังจาก ผู้บริโภค ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้น จึงเป็นการคาดการณ์ของคู่สัญญาได้ว่าจำเลยจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2539 หรือ ปี 2540 เป็นอย่างช้า แต่จำเลยกลับก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและละทิ้งการก่อสร้างจนถึงปี 2546 โดยจำเลยไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อแต่ปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 5 ปี จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้บริโภค มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ระบุทำนองเดียวกันว่าให้ ผู้บริโภค ชำระเงินดาวน์ 15 งวด เมื่อ ผู้บริโภค ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของ ผู้บริโภค ย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้ชำระเงินดาวน์ครบถ้วน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ซึ่งนับจากวันครบกำหนดชำระเงินดาวน์ของ ผู้บริโภค จนถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางสาวลักษณวดีชำระเงินจำนวน 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นางจุฑาทิพย์หรือกัญญาวีร์ ชำระเงินจำนวน 143,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่พลอากาศเอกปรีชาและชำระเงินจำนวน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นายขจรหรือธนทัศน์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นางสาวลักษณวดี ให้จำเลยชำระเงิน 138,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นางจุฑาทิพย์หรือกัญญาวีร์ ให้จำเลยชำระเงิน 143,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่พลอากาศเอกปรีชาและให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่นายขจรหรือธนทัศน์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความแก่โจทก์เป็นเงิน 5,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจาก ผู้บริโภค ทั้งสี่ไม่ได้ระบุมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทน ผู้บริโภค ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 10 บัญญัติว่า "คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้... (7) ดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค ที่คณะกรรมการเห็นสมควรหรือมีผู้ร้องขอตามมาตรา 39" และมาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นสมควรเข้าดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจาก ผู้บริโภค ที่ถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าการดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ ผู้บริโภค เป็นส่วนรวม คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมอัยการหรือข้าราชการในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิของ ผู้บริโภค ในศาล และเมื่อคณะกรรมการได้แจ้งไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ให้เจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค มีอำนาจดำเนินคดีตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้" เมื่อปรากฏว่า คดีนี้ ผู้บริโภค ทั้งสี่ได้ร้องเรียนต่อโจทก์โดยระบุในบันทึกคำร้องเรียนว่า ขอให้โจทก์ดำเนินการยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายและเรียกเงินที่ชำระแล้วคืนกับหากจำเป็นก็ขอให้โจทก์ดำเนินคดีแทน ผู้บริโภค ทั้งสี่ดังปรากฏ รายละเอียดตามบันทึกคำร้องเรียนเอกสารหมาย จ. 6, จ. 15, จ. 21 และ จ. 29 ตามเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้รับคำร้องขอจาก ผู้บริโภค ทั้งสี่ให้ดำเนินคดีนี้แทน ผู้บริโภค ทั้งสี่แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค เพื่อให้มีอำนาจฟ้องคดีแก่จำเลยตามกฎหมายดังกล่าวได้ ทั้งเป็นการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่ ผู้บริโภค เป็นส่วนรวม ดังนั้น กรณีจึงไม่จำต้องมีหนังสือมอบอำนาจตามฎีกาของจำเลย โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้โดยชอบ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ผู้บริโภค ทั้งหลายไม่ได้แต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทน ผู้บริโภค ทั้งสี่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นเจ้าหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค แล้ว จึงเป็นกรณีที่พนักงานอัยการมีอำนาจที่จะฟ้องคดีเอง มิใช่ ผู้บริโภค ทั้งสี่เป็นผู้ฟ้อง ผู้บริโภค ทั้งสี่จึงไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ฟ้องคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า การบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายทั้งสี่ฉบับมิได้ระบุว่าจำเลยต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใด แต่ ผู้บริโภค ทั้งสี่ตกลงจะซื้อบ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2536 และได้ผ่อนชำระเงินดาวน์เรื่อยมาจนครบตามสัญญาในปี 2538 ประกอบกับสัญญาระบุว่าผู้จะขายจะจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินได้ภายหลังจาก ผู้บริโภค ทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ครบถ้วนตามสัญญาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่คาดการณ์ของคู่สัญญาได้ว่าจำเลยจะต้องก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในปี 2539 หรือปี 2540 เป็นอย่างช้า แต่จำเลยกลับก่อสร้างไม่แล้วเสร็จและละทิ้งการก่อสร้างจนถึงปี 2546 โดยจำเลยไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างต่อแต่ปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 5 ปี จึงถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และ ผู้บริโภค ทั้งสี่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยถือว่าได้ให้เวลาจำเลยในการปฏิบัติตามสัญญาพอสมควรแล้ว การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายโดยกำหนดเวลาให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาภายใน 15 วัน จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายทั้ง 4 ฉบับ ระบุทำนองเดียวกันว่า ให้ ผู้บริโภค ทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ 15 งวด โดยงวดที่ 15 ขยายเป็น 8 งวด การชำระเงินดาวน์งวดสุดท้ายสำหรับ ผู้บริโภค รายแรกชำระวันที่ 25 กันยายน 2538 ผู้บริโภค รายที่สองชำระวันที่ 18 พฤศจิกายน 2538 ผู้บริโภค รายที่สาม ชำระวันที่ 13 มิถุนายน 2539 และ ผู้บริโภค รายที่สี่ชำระวันที่ 4 ธันวาคม 2538 เมื่อ ผู้บริโภค ทั้งสี่ชำระเงินดาวน์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว ดังนั้น สิทธิเรียกร้องของ ผู้บริโภค ย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้ชำระเงินดาวน์ครบถ้วน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2547 ซึ่งนับจากวันครบกำหนดชำระเงินดาวน์ของ ผู้บริโภค ตั้งแต่รายแรกถึงรายที่ 4 จนถึงวันฟ้องจึงยังไม่เกิน 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2929/2551 คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค โจทก์ บริษัทรังสิยา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. ม. 193/30 พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ม. 39 วรรคหนึ่ง