ฎีกาที่ 14737/2551
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาท จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้สิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน ตามความเป็นจริงไม่ แม้ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อ อ. เป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่ อ. ขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่ ล. และได้มอบการครอบครองให้แก่ ล. ถือเป็นการสละการครอบครอง ที่ดิน พิพาทให้แก่ ล. ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว อ. จึงหมดสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1378 และเมื่อ ล. ขายและมอบการครอบครอง ที่ดิน พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินใน ที่ดิน พิพาทตั้งแต่ปี 2536 จึงเป็นการเข้าครอบครอง ที่ดิน พิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น เมื่อ อ. หมดสิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝาก ที่ดิน ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์ กับ อ. จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองใน ที่ดิน ดังกล่าวแต่อย่างใด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2379 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิม ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2383 ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นของนายอะหวัง หมะเระ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา ต่อมาถูกทางหลวงสายหาดใหญ่ - จะนะ ตัดผ่านและมีการรังวัดแบ่งหักเป็นทางสาธารณะเนื้อที่ 6 ไร่ 51 ตารางวา คงเหลือ ที่ดิน เพียง 1 งาน 27 ตารางวา ซึ่งเป็น ที่ดิน พิพาทในคดีนี้นายอะหวังทำสัญญาขายฝาก ที่ดิน ดังกล่าวกับโจทก์เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 มีกำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี และไม่ได้ไถ่คืน ต่อมาโจทก์ขอออกโฉนดใน ที่ดิน พิพาทแต่เจ้าพนักงาน ที่ดิน ไม่อาจดำเนินการให้แก่โจทก์ได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ของ ที่ดิน พิพาทกับ ที่ดิน ของจำเลยอีก 9 แปลง ตั้งแต่ปี 2539 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยทั้งสอง โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า สัญญาขายฝากระหว่างโจทก์และนายอะหวังมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดใน ที่ดิน พิพาทได้เนื่องจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 กว้านซื้อ ที่ดิน ในบริเวณเดียวกันรวม 9 แปลง และขอรังวัดรวมเนื้อที่ของ ที่ดิน พิพาทกับ ที่ดิน ของจำเลยอีก 9 แปลง ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า นายอะหวังได้ขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 และมอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีไปแล้ว ต่อมาปี 2536 นายลอมลีขาย ที่ดิน ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และได้มอบการครอบครอง ที่ดิน ให้แล้ว จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินใน ที่ดิน พิพาทรวมกับ ที่ดิน ของจำเลยที่ 1 อีก 9 แปลง นายอะหวังและนายลอมลีไปดูการถมดินใน ที่ดิน พิพาทด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน หลังจากถมดินเสร็จจำเลยที่ 1 ได้ขอรังวัดรวมเนื้อที่ ที่ดิน ทั้ง 9 แปลง กับ ที่ดิน พิพาทซึ่งนายลอมลีอ้างว่าเป็น ที่ดิน ไม่มีเอกสารสิทธิ เจ้าพนักงาน ที่ดิน ดำเนินการให้แล้วโดยมีการบันทึกถ้อยคำไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 เห็นว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด จำเลยที่ 1 จึงสามารถนำสืบข้อเท็จจริงหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 นำสืบว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของตนโดยมีนายอะหวังซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดิน พิพาทคนแรกเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า นายอะหวังได้ขาย ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็น ที่ดิน ส่วนที่เหลือจากการถูกทางหลวงตัดผ่านให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครอง ที่ดิน ดังกล่าวให้แก่นายลอมลีแล้ว หลังจากนั้นได้มีการถมดินใน ที่ดิน ดังกล่าว นายอะหวังไปดูการถมดินใน ที่ดิน ดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน อันเป็นการสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 สนับสนุนให้คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ ประกอบกับโจทก์เบิกความว่าโจทก์รับซื้อฝากหลังจากที่ฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้มีการรวบรวม ที่ดิน ทั้ง 9 แปลง แล้ว และโจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทได้เนื่องจากมี ที่ดิน ของจำเลยครอบอยู่ กับเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์รับซื้อฝากเพราะต้องการดอกเบี้ยที่ได้จากการรับซื้อฝาก ไม่ต้องการ ที่ดิน แสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาททางทะเบียนเท่านั้น หาได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน ตามความเป็นจริงไม่ จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทตั้งแต่ปี 2536 แม้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จะมีชื่อนายอะหวังเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง แต่การที่นายอะหวังขาย ที่ดิน พิพาทให้แก่นายลอมลีและได้มอบการครอบครองให้แก่นายลอมลีเป็นการสละการครอบครอง ที่ดิน พิพาทให้แก่นายลอมลีตั้งแต่ปี 2530 นายอะหวังจึงหมดสิทธิครอบครองใน ที่ดิน ดังกล่าวตามมาตรา 1378 เมื่อนายลอมลีขายและมอบการครอบครอง ที่ดิน พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เข้าไปไถและถมดินใน ที่ดิน พิพาทเป็นการเข้าครอบครอง ที่ดิน พิพาทโดยมีเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และเมื่อนายอะหวังหมดสิทธิครอบครอง ที่ดิน พิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะขายฝาก ที่ดิน ดังกล่าวให้แก่โจทก์ แม้การขายฝากระหว่างโจทก์กับนายอะหวังจะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองใน ที่ดิน ดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ และสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสองฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ไม่อาจทำให้ผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และห้ามโจทก์และบริวารเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14737/2551 นายวิกรม วิสุทธิ์จินดาภรณ์ โจทก์ นางละไมพร ปลอดทองสม หรืออินทโชติ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1367 , ม. 1373 , ม. 1378