ฎีกาที่ 8590-8591/2551
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางวางต่อศาล แรงงาน กลาง แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ยหากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย คดีสืบเนื่องมาจากศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 10,000 บาท ค่าชดเชย 30,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 8,000 บาท ค่าชดเชย 24,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 16,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้อง กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค่าชดเชย นับแต่วันเลิกจ้าง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยยื่นคำขอวางเงินชำระหนี้ต่อศาล แรงงาน กลางในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ว่าขอนำแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางนา เลขที่ 0176093 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 จำนวนเงิน 114,075 บาท มาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสอง ถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งรับไว้ฝากธนาคาร ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าว ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งว่า เนื่องจากคดีมีการอุทธรณ์และคดีอยู่ในชั้นฎีกาจึงยังไม่อนุญาตในชั้นนี้ ให้รอไว้เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวน หลังจากศาล แรงงาน กลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและออกคำบังคับแล้ว วันที่ 28 ธันวาคม 2548 โจทก์ทั้งสองยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลไว้จำนวน 114,075 บาท ศาล แรงงาน กลางอนุญาต ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2549 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ทั้งสองยังมีสิทธิได้รับเงินดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำนวณถึงวันที่ 27 มกราคม 2549 จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 7,125.11 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 5,715.98 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทราบคำบังคับแล้วแต่ชำระไม่ครบขอศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาล แรงงาน กลางออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2549 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เมื่อไม่ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลฎีกามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมูลหนี้เดิม จำเลยจึงไม่มีหนี้เป็นดอกเบี้ยจะต้องชำระเพิ่มอีกเพราะเงินจำนวน 114,075 บาท ที่จำเลยนำไปวางชำระหนี้นั้นเป็นการวางชำระหนี้มิใช่วางเป็นหลักประกัน การที่โจทก์ทั้งสองไม่ขอรับไปหรือศาลไม่จ่ายให้โจทก์ทั้งสองไป ไม่เป็นเหตุให้จำเลยจะต้องมารับผิดชำระดอกเบี้ยอีก ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งว่า การวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นการวางเงินโดยยอมรับผิดตามคำพิพากษา เพราะจำเลยมีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาล แรงงาน กลางและยังระบุไว้ในคำขอวางเงินว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา ดังนั้น เมื่อศาลฎีกายกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยต่อโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางโดยไม่ถือว่าการวางเงินของจำเลยดังกล่าวนั้นเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลาง จำเลยทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา (ที่ถูก ต้องทำเป็นอุทธรณ์) ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า เมื่อจำเลยวางต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันที่วางเงินแล้ว จำเลยยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่วางเงินเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว วันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางต่อศาลฎีกา แม้ว่าวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จำเลยจะนำต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางโดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันดังกล่าวจำนวน 114,075 บาท วางต่อศาล แรงงาน กลางก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์แต่อย่างไร ทั้งจำเลยยังได้ระบุในคำขอวางเงินชำระหนี้ว่านำมาวางไว้เพื่อชำระหนี้โจทก์ทั้งสองถ้าจำเลยแพ้คดีในชั้นฎีกา เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยวางเงินต่อศาลโดยไม่ยอมรับผิด จึงไม่เป็นเหตุระงับการเสียดอกเบี้ย หากจำเลยมีความรับผิดตามกฎหมายจะต้องเสีย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 136 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย จึงต้องบังคับคดีตามคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางโดยจำเลยจะต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับเงินจำนวน 114,075 บาท ไปในวันที่จำเลยนำมาวางต่อศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงยังต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันวางเงินจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8590 - 8591/2551 นายวิบูลยฺ์ ฉัตรชฎานุกูล กับพวก โจทก์ บริษัทไทยคอมเมอร์เชียลไลน์ จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. ม. 136