ฎีกาที่ 5819/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหาย สัญญา เช่าซื้อ ย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญา เช่าซื้อ ว่าในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหาย ผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญา เช่าซื้อ ทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ 1 คัน ในราคา 425,809.44 บาท ตกลงผ่อนชำระรวม 48 งวด จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการ เช่าซื้อ ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถคืน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 110,000 บาท และขอให้ใช้ค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เดือนละ 4,000 บาด นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์หรือชำระราคาแทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ลายมือชื่อนางมณีรัตน์ผู้มอบอำนาจมิใช่ลายมือชื่อที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ลายมือชื่อของนายชายผู้มอบอำนาจช่วงเป็นลายมือชื่อปลอม ขณะทำสัญญา เช่าซื้อ นายสุรศักดิ์ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การที่นายสุรศักดิ์มอบอำนาจให้นายสงัดทำสัญญา เช่าซื้อ แทนโจทก์จึงเป็นการมอบอำนาจโดยมิชอบ จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ดังกล่าว ซึ่งราคา เช่าซื้อ เป็นการนำราคารถยนต์บวกดอกเบี้ยล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์รวม 35 งวด เป็นเงิน 310,486.05 บาท ภายหลังรถสูญหายเนื่องจากถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา สัญญา เช่าซื้อ จึงยังไม่ระงับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ส่งรถยนต์คืนหรือใช้ราคา ค่าขาดประโยชน์ เบี้ยปรับราคา เช่าซื้อ เป็นราคารถยนต์กับดอกเบี้ยล่วงหน้า โจทก์จึงนำราคาค่า เช่าซื้อ มาคิดเป็นราคารถไม่ได้ ค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ไม่เกิน 2,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่ เช่าซื้อ คืนโจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 87,000 บาท และร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์ 12,000 บาท และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 2,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคา แต่ให้คิดค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน 24 เดือน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ 1 คัน ราคา 425,809.44 บาท ผ่อนชำระ 48 งวด งวดละ 8,871.03 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ 35 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ โดยรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ถูกคนร้ายลักไป ซึ่งจำเลยที่ 1 ไปแจ้งความไว้แล้วตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์ได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ไปยังจำเลยที่ 1 และแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้แล้วว่าหลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ แล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ได้ถูกคนร้ายลักไป จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ทราบกับขอลดค่า เช่าซื้อ ที่ต้องชำระแต่ละงวดและแจ้งการหยุดใช้รถ โจทก์ตกลงทั้งจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือให้ส่งมอบรถยนต์คืน สัญญา เช่าซื้อ ยังไม่เลิกกัน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งรถยนต์คืนโจทก์ หรือชดใช้ค่าขาดประโยชน์หรือค่าเสียหายแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า รถยนต์ที่ เช่าซื้อ ถูกคนร้ายลักไป สัญญ เช่าซื้อ ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 โจทก์จะเรียกค่า เช่าซื้อ ที่เกิดขึ้นหลังจากรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายแล้วไม่ได้ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องคืนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ แก่โจทก์ และไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์อาจนำรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ออกให้บุคคลอื่นเช่า สาระสำคัญของอุทธรณ์จำเลยที่ 1 จึงอยู่ที่ว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ ได้สูญหายไปซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ให้การไว้แล้ว เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปแล้วผลของกฎหมายจะเป็นประการใด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะวินิจฉัยให้ ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่ารถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไป สัญญา เช่าซื้อ ย่อมระงับไปนับแต่วันที่รถยนต์สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 567 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์คันที่ เช่าซื้อ คืนแก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏข้อตกลงตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 3 ระบุว่า ในกรณีที่รถยนต์นั้นสูญหายผู้เช่าจะยอมชดใช้ค่ารถยนต์เป็นเงินจำนวนเท่ากับค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลือที่ผู้เช่าจะต้องชำระทั้งหมดตามสัญญา เช่าซื้อ ทันทีถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ตกลงจะชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์กรณีนี้ไว้ด้วย อันเป็นการกำหนดความรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลอาจพิจารณากำหนดราคารถยนต์เท่ากับค่า เช่าซื้อ ส่วนที่เหลืออยู่หรือหากสูงเกินส่วนศาลชอบที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคแรก เมื่อพิจารณาถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างแล้วทั้งจำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองว่าเห็นด้วยกับราคารถยนต์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดราคารถยนต์ให้เป็นจำนวน 87,000 บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์นั้น เมื่อรถยนต์ที่ เช่าซื้อ สูญหายไปเป็นเหตุให้สัญญา เช่าซื้อ เลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดค่าขาดประโยชน์ต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 87,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5819/2550 บริษัทซิตี้คอร์ปลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสุริยัน ศิริโภค กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 383 , ม. 567