ฎีกาที่ 10378/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยซื้อขาย ที่ดิน และบ้านพิพาทโดยส่งมอบการครอบครองแก่กัน ซึ่ง ที่ดิน ดังกล่าวอยู่บนเกาะล้านอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 ที่ดิน และบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิใน ที่ดิน และบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ จึงเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของ ที่ดิน และบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ใน ที่ดิน และบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของ ที่ดิน และบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยครอบครอง ที่ดิน มือเปล่า ซึ่งอยู่หมู่ที่ 7 ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 28 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 52/1 ต่อมา จำเลยได้ขาย ที่ดิน ดังกล่าวพร้อมบ้านให้โจทก์ด้วยวิธีส่งมอบการครอบครอง ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวจากโจทก์ ระยะเวลา 2 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 200 บาท ครบสัญญาเช่าแล้วโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเช่าต่อ และบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการนำบ้านดังกล่าวไปให้ผู้เช่าเดือนละ 3,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจาก ที่ดิน และบ้านของโจทก์ ส่งคืนทรัพย์ในสภาพเรียบร้อย และขอเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจาก ที่ดิน และบ้านของโจทก์ ค่าเสียหายถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 4,400 บาท จำเลยให้การว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองใน ที่ดิน และบ้านตามฟ้อง จำเลยไม่เคยโอนสิทธิครอบครองบ้านบ้านและ ที่ดิน ตามฟ้องให้โจทก์ การที่จำเลยยอมทำหนังสือโอนสิทธิ ที่ดิน และบ้านให้โจทก์ก็ดี และการทำสัญญาเช่าตามฟ้องกับโจทก์เป็นนิติกรรมอำพรางการที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 จำนวน 100,000 บาท เพื่อโจทก์จะสามารถเรียกดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหมายกำหนดนิติกรรมซื้อขายและเช่า ที่ดิน และบ้านตามฟ้องจึงต้องตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่เคยส่งมอบการครอบครอง ที่ดิน และบ้านพิพาทกับไม่เคยชำระค่าเช่าให้โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารออกจาก ที่ดิน และบ้านตามฟ้อง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่า จำเลยและบริวารจะออกจาก ที่ดิน และบ้านตามฟ้อง คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจาก ที่ดิน และบ้านพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดิน และบ้านพิพาทอยู่ที่เกาะล้านซึ่งจำเลยนำสืบว่า ที่ดิน บนเกาะล้านเป็น ที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 ซื้อขายกันโดยการส่งมอบการครอบครองกัน ที่ดิน และบ้านพิพาทจำเลยยึดถือใช้สอยอยู่ในสถานะเช่นเดียวกับเจ้าของ เมื่อจำเลยขายโอนสิทธิใน ที่ดิน และบ้านพิพาทให้โจทก์โดยทำหนังสือโอนสิทธิและจำเลยยังได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทกับโจทก์ อันเป็นการยอมรับสิทธิความเป็นเจ้าของ ที่ดิน และบ้านพิพาทของโจทก์ ซึ่งหลังจากนั้นจำเลยได้อยู่ใน ที่ดิน และบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ตามสัญญาเช่า จำเลยจึงจะอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของ ที่ดิน และบ้านพิพาทและไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาเช่าตามข้อตกลงในสัญญา และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปแล้วจำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างนั้นมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ และข้ออ้างอื่นๆ ในฎีกาของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10378/2550 นางสมพร พึ่งสนิท โจทก์ นายเสนาะ ชื่นอารมย์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1304 ป.วิ.พ. ม. 55