ฎีกาที่ 10325/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เดิม ที่ดิน พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงบางส่วนซึ่งรวมทั้ง ที่ดิน พิพาท ที่ดิน พิพาทย่อมไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับ แต่ ที่ดิน พิพาทยังคงมีสภาพเป็น ที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป. ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 กันยายน 2543 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ที่ดิน ของรัฐ โดยการปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 82 ตารางวา ใน ที่ดิน สาธารณประโยชน์หนองถนนที่ทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่ทางหลวงเลขที่ 36490 ไว้แล้ว ซึ่ง ที่ดิน ดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 8, 9, 108 ทวิ ให้จำเลยและบริวารออกไปจาก ที่ดิน ตามฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง จำคุก 1 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจาก ที่ดิน ตามฟ้องข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทโดยมีหลักฐานแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค.1) และต่อมาทางราชการได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับ ที่ดิน ส.ค.1 ของจำเลย ต่อมาทางจังหวัดสุรินทร์มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงบางส่วน จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครอง ที่ดิน พิพาทมิใช่เป็นการบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ที่ดิน ของรัฐ จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและต้องถือว่าข้อเท็จจริงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยบุกรุก ที่ดิน สาธารณประโยชน์หนองถนน ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามฟ้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ 36490 บางส่วนซึ่งรวมทั้ง ที่ดิน พิพาทที่จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองตามเอกสารหมาย ล.3 ดังกล่าว มีผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดต่อไปหรือไม่ เห็นว่าแม้เดิม ที่ดิน พิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน แต่ต่อมามีคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ที่ 3007/2544 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ให้เพิกถอนหนังสือสำหรับที่ทางหลวงที่ 36490 บางส่วนซึ่งร่วมทั้ง ที่ดิน พิพาทดังกล่าว ดังนั้น ที่ดิน พิพาทย่อมไม่เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันอีกต่อไป นับแต่วันที่คำสั่งจังหวัดสุรินทร์มีผลใช้บังคับแต่ ที่ดิน พิพาทยังคงมีสภาพเป็น ที่ดิน อันเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป หาได้เปลี่ยนแปลงตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ และคำสั่งจังหวัดสุรินทร์ดังกล่าวมิใช่บทบัญญัติของกฎหมาย กรณีจึงหาใช่มีกฎหมายออกใช้ภายหลังยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง แล้วดังที่จำเลยฎีกาไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2550 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุรินทร์ โจทก์ นายเสียม กำลังสง่า จำเลย ป.อ. ม. 2 ป.ที่ดิน ม. 9 , ม. 108 ทวิ