ฎีกาที่ 10261/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคู่ความในคดีก่อนเป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีก่อนจำเลยฟ้องโจทก์มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือขอให้พิสูจน์สิทธิใน ที่ดิน พิพาทที่โจทก์นำไปออกโฉนดว่าเป็นของจำเลยหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง ก็เนื่องมาจากว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน ซึ่งจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ออกโฉนดดังกล่าวโดยมิชอบ แต่จำเลยกลับมีคำขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยย่อมไม่จำต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีก เนื่องจากที่พิพาทเป็นของจำเลยอยู่แล้ว ที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้นั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องมีการบังคับตามคำขอ มิใช่คำฟ้องไม่สมบูรณ์ แต่เป็นกรณีที่ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอให้ได้เท่านั้น คู่ความยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. 145 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาท และจำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาทกับมีคำขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน พิพาท ซึ่งเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน แม้จำเลยมีคำขอเพิ่มมาในฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน พิพาท แต่ก็ยังคงเป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัย และคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8429 และ 8430 จำเลยและบริวารได้บุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ใน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8430 ของโจทก์ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารย้ายออกจาก ที่ดิน แปลงดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยพร้อมทั้งบริวารย้ายออกจาก ที่ดิน พิพาท และส่งมอบการครอบครอง ที่ดิน คืนแก่โจทก์ กับห้ามจำเลยพร้อมบริวารเกี่ยวข้องกับ ที่ดิน ของโจทก์ต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลย จำเลยครอบครอง ที่ดิน พิพาทมานานกว่า 50 ปีแล้ว โจทก์แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ที่ดิน เจ้าพนักงาน ที่ดิน จึงออกโฉนด ที่ดิน ให้แก่โจทก์ การออกโฉนด ที่ดิน ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยได้ฟ้องโจทก์เพื่อโต้แย้งคัดค้านและศาลได้มีคำพิพากษาว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลย ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำและกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง และมีคำขอให้บังคับโจทก์มิให้บุกรุกเข้าไปบน ที่ดิน หรือยุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาทตลอดไป กับมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนด ที่ดิน เลขที่ 8430 เลข ที่ดิน 144 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยฟ้องโจทก์เกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ 5 โดยอาศัยเหตุและมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องโจทก์มิได้เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ซื้อ ที่ดิน พิพาทจากนายอู๊ดซึ่งขณะนั้นเป็น ที่ดิน มือเปล่า โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน การออกโฉนด ที่ดิน พิพาทถูกต้อง ระยะเวลาที่จำเลยครอบครอง ที่ดิน พิพาทนับแต่ ที่ดิน พิพาทได้มีการออกโฉนดถึงวันที่จำเลยฟ้องแย้งยังไม่ถึง 10 ปี จำเลยจึงอ้างเรื่องการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน เลขที่ 8430 ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ให้เป็นของจำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นเจ้าของ ที่ดิน โฉนดเลขที่ 8429 จำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เล่ม 5 หน้า 80 สารบบเล่ม 22 หน้า 400/102 ตามเอกสารหมาย ล.2 ระหว่าง ที่ดิน ของโจทก์กับจำเลยดังกล่าวมี ที่ดิน พิพาทเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 42 ตารางวา ที่ดิน พิพาทเดิมไม่มีเอกสารสิทธิ ต่อมาเมื่อปี 2527 โจทก์ได้ขอออกโฉนด ที่ดิน พิพาทเป็นโฉนดเลขที่ 8430 จำเลยเคยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น กล่าวหาว่าโจทก์นำเจ้าพนักงานรังวัดออกโฉนด ที่ดิน เลขที่ 8430 ทับ ที่ดิน พิพาทของจำเลย และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลย แต่จำเลยไม่ได้ขอให้เพิกถอนโฉนด กลับขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ ที่ดิน จึงบังคับตามคำขอไม่ได้ แล้วพิพากษายกฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่าฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 126/2537 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยในคดีนี้กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้นเป็นคู่ความเดียวกัน ซึ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 จำเลยยื่นฟ้องโจทก์โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือขอให้พิสูจน์สิทธิใน ที่ดิน พิพาทที่โจทก์นำไปออกโฉนด ที่ดิน เลขที่ 8430 ว่าเป็นของจำเลยหรือไม่ ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย แม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง ก็เนื่องมาจากว่าจำเลยมิได้ร้องขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน ซึ่งจำเลยกล่าวอ้างว่าโจทก์ออกโฉนดดังกล่าวโดยมิชอบ แต่จำเลยกลับมีคำขอให้บังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน ให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยได้ความว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันอีกแต่อย่างใด เนื่องจากที่พิพาทเป็นของจำเลยอยู่แล้ว ที่จำเลยมีคำขอให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้นั้นจึงเป็นกรณีที่ไม่จำต้องมีการบังคับตามคำขอแต่อย่างใด มิใช่กรณีที่คำฟ้องไม่สมบูรณ์ แต่เป็นกรณีที่ศาลไม่อาจบังคับตามคำขอให้ได้เท่านั้น คู่ความยังคงต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 และเมื่อคำพิพากษาในคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาท และจำเลยฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาทกับมีคำขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน พิพาท ย่อมเป็นการห้ามเกี่ยวเนื่องกับคดีก่อน เพราะการฟ้องห้ามจำเลยมิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาทและการฟ้องแย้งห้ามมิให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ที่ดิน พิพาท แม้จำเลยมีคำขอเพิ่มมาในฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน พาท แต่ก็ยังคงเป็นกรณีที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงเป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1256/2537 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ชี้ขาดในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุเดียวกันและคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10261/2550 นางสาวจินตนา เจียตระกูล โจทก์ นายเจือ เงินบาท จำเลย ป.วิ.พ. ม. 145 , ม. 148