ฎีกาที่ 8792/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
โจทก์ในฐานะนายจ้างนำคดีมาสู่ศาล แรงงาน กลางตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 อันเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) ซึ่งการพิจารณาคดี แรงงาน ต้องอยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ วิธีพิจารณาคดี แรงงาน ในศาล แรงงาน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ การนำพยานหลักฐานเข้าสืบของคู่ความ หลักในการพิจารณาคดีในศาล แรงงาน และการรับฟังข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาในศาล แรงงาน ไว้แล้ว หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำคดีมาสู่ศาล แรงงาน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 แล้ว ในการพิจารณาคดีศาล แรงงาน ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่พนักงานตรวจ แรงงาน รับฟังยุติไว้ในสำนวนหรือต้องพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะที่ปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน เท่านั้นไม่ เพราะการสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน มิได้มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการสอบสวนไว้โดยเฉพาะ ทั้งกระทำการสอบสวนและใช้ดุลพินิจออกคำสั่งเพียงลำพังคนเดียว การสอบสวนหาข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน จึงอาจมีข้อบกพร่องได้ ฉะนั้น ในการพิจารณาคดี แรงงาน คู่ความย่อมมีสิทธิอ้างพยานหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมต่อศาล แรงงาน ได้ ส่วนพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างเพิ่มเติมจะรับฟังได้เพียงใดขึ้นอยู่กับน้ำหนักของพยานหลักฐานนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจ แรงงาน มีคำสั่งโดยการสอบสวนคำร้องของจำเลยที่ 2 เพียงอย่างเดียว และจำเลยที่ 2 ละทิ้งงานที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องที่โจทก์สามารถออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทำงานล่วงเวลาได้เป็นการจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ศาล แรงงาน กลางจึงต้องพิจารณาให้ได้ความจริง รวมทั้งพิจารณาว่ากระบวนการสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยชอบหรือไม่ การที่ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัย ข้อเท็จจริงคดีนี้ในประเด็นที่ว่าโจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยพิจารณาแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานหรือสอบสวนตามคำร้องของจำเลยที่ 2 เพียงอย่างเดียว แต่ได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ด้วยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งไปโดยมิชอบ โดยศาล แรงงาน กลางมิได้นำพยานหลักฐานใดที่โจทก์สืบเพิ่มเติมไว้ในชั้นพิจารณาคดีมาพิจารณาประกอบด้วย จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางเสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพื่อให้ศาล แรงงาน กลางพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในการพิจารณาคดีต่อไป อนึ่ง ผลของคดีที่นายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจ แรงงาน อาจกระทบถึงสิทธิของลูกจ้าง หากนายจ้างมิได้ฟ้องลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยในคดีด้วย ศาล แรงงาน ก็ควรที่จะเรียกลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยร่วมอยู่แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้อง ณ. ลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยที่ 2 แล้ว ที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในชั้นตรวจรับคำฟ้องจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนเสียด้วย เพื่อให้ ณ. ลูกจ้างยังคงเป็นคู่ความในคดีต่อไป
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจ แรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครอง แรงงาน พื้นที่ 5 ที่ 24/2547 ของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 38,867 บาทแก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์จึงให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังเพียงเหตุผลที่เกิดขึ้นในชั้นของพนักงานตรวจ แรงงาน เท่านั้น โดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงใหม่อันเกิดจากการนำสืบพยานของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะนายจ้างนำคดีมาสู่ศาล แรงงาน กลางตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 อันเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง แรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (4) ซึ่งการพิจารณาคดี แรงงาน ต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะ วิธีพิจารณาคดี แรงงาน ในศาล แรงงาน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการอ้างและการยื่นบัญชีระบุพยาน การกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ การนำพยานหลักฐานเข้าสืบของคู่ความ หลักในการพิจารณาคดีในศาล แรงงาน และการรับฟังข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาในศาล แรงงาน ไว้แล้ว หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าหากเป็นคดีที่นายจ้างหรือลูกจ้างนำคดีมาสู่ศาล แรงงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 แล้ว ในการพิจารณาคดีศาล แรงงาน ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามที่พนักงานตรวจ แรงงาน รับฟังยุติไว้ในสำนวนหรือต้องพิจารณาพยานหลักฐานเฉพาะที่ปรากฏจากการสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน เท่านั้นไม่ เพราะการสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน มิได้มีบทบัญญัติกฎหมายกำหนดวิธีการสอบสวนไว้โดยเฉพาะ ทั้งกระทำการสอบสวนและใช้ดุลพินิจออกคำสั่งเพียงลำพังคนเดียว การสอบสวนหาข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนของพนักงานตรวจ แรงงาน จึงอาจมีข้อบกพร่องได้ ฉะนั้น ในการพิจารณาคดี แรงงาน คู่ความย่อมมีสิทธิอ้างพยานหลักฐานใด ๆ เพิ่มเติมศาล แรงงาน ได้ ส่วนพยานหลักฐานที่คู่ความอ้างเพิ่มเติมจะรับฟังได้เพียงใดขึ้นอยู่กับน้ำหนักของพยานหลักฐานนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจ แรงงาน มีคำสั่งโดยการสอบสวนคำร้องของจำเลยที่ 2 เพียงอย่างเดียว และจำเลยที่ 2 ละทิ้งงานที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องที่โจทก์สามารถออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ทำงานล่วงเวลาได้ เป็นการจงใจทำให้โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย ศาล แรงงาน กลางจึงต้องพิจารณาให้ได้ความจริง รวมทั้งพิจารณาว่ากระบวนการสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นไปโดยชอบหรือไม่ การที่ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงคดีนี้ในประเด็นที่ว่าโจทก์ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ โดยพิจารณาแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ฟังพยานหลักฐานหรือสอบสวนตามคำร้องของจำเลยที่ 2 เพียงอย่างเดียว แต่ได้พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ด้วยแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งไปโดยมิชอบ โดยศาล แรงงาน กลางมิได้นำพยานหลักฐานใดที่โจทก์สืบเพิ่มเติมไว้ในชั้นพิจารณาคดีมาพิจารณาประกอบด้วย จึงเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 ชอบที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งยกคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางเสียตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพื่อให้ศาล แรงงาน กลางพิจารณาข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในการพิจารณาคดีต่อไป อนึ่ง ผลของคดีที่นายจ้างฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจ แรงงาน อาจกระทบถึงสิทธิของลูกจ้าง หากนายจ้างมิได้ฟ้องลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยในคดีด้วย ศาล แรงงาน ก็ควรที่จะเรียกลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยร่วมอยู่แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องนางณิชากรลูกจ้างเข้ามาเป็นจำเลยที่ 2 แล้ว ที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในชั้นตรวจรับคำฟ้องจึงเป็นการไม่ถูกต้อง ชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนเสียด้วย เพื่อให้นางณิชากรลูกจ้างยังคงเป็นคู่ความในคดีต่อไป พิพากษายกคำสั่งศาล แรงงาน กลางที่ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความในคดีต่อไป และให้ยกคำพิพากษาศาล แรงงาน กลางให้ย้อนสำนวนไปให้ศาล แรงงาน กลางเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลที่โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ตามที่ปรากฏในชั้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8792/2550 บริษัทยูนิคแคลิเบอร์ คอนซัลแตนท์ส จำกัด โจทก์ นายไชยยศ สว่างจันทร์ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 (4) , ม. 31 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 125 ป.วิ.พ. ม. 243 (1)