ฎีกาที่ 8937-8938/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2549 จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนเป็นอุทธรณ์คนละฉบับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งเป็นใจความว่า ศาลสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนแล้วจึงให้จำเลยทำอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกันภายใน 7 วัน ต่อมาจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนมาในฉบับเดียวกันเป็นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยจัดทำและยื่นภายในกำหนดที่ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่ง ถือว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว การที่โจทก์ ช. และ ส. เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดิน 1 แปลงและโจทก์กับ ส. เป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินอีก 1 แปลง แต่เจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ดินเพียงแปลงเดียวถึง ส. โดยไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าเป็นหนังสือที่ส่งถึง ส. ในฐานะบุคคลในคณะบุคคลดังเช่นที่มีการระบุในหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี ธุรกิจเฉพาะ จึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานของจำเลยต้องการขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินจาก ส. ในฐานะส่วนตัว ทั้งไม่ได้ความว่าเจ้าพนักงานของจำเลยส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงโจทก์ด้วยแต่อย่างใด หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว โจทก์ไม่เคยพบกับ ส. อีก จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่ ส. ไม่ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยตามหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเหตุให้มีผลถึงโจทก์โดยอนุมานว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคล ในคณะบุคคลกับ ส. ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี การขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวด้วยได้ ทั้งโจทก์ขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวหลังจากมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรซึ่งเปลี่ยนการจัดเก็บ ภาษี การค้ามาเป็นการจัดเก็บ ภาษี มูลค่าเพิ่มและ ภาษี ธุรกิจเฉพาะแทนไม่กี่เดือน ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่ยอมเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ แต่ยังเพียงติดใจขอลดเบี้ยปรับลงเพราะคิดว่ามีการชำระครบถ้วนขณะขายที่ดินเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี รายพิพาท กรณีจึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งจากเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามการประเมิน
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาล ภาษี อากรกลางสั่งให้พิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินทั้งสองฉบับ และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้งสองฉบับ เป็นให้โจทก์ชำระ ภาษี ธุรกิจเฉพาะ 45,312 บาท สำหรับการขายที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 11226 บาท และให้โจทก์ชำระ ภาษี ธุรกิจเฉพาะ 353,640 บาท สำหรับการขายที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 14091 โดยให้งดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และ ภาษี ส่วนท้องถิ่นทั้งหมด จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมิน ภาษี ธุรกิจเฉพาะเลขที่ 2010270 /6/100208 ลงวันที่ 12 เมษายน 2545 โดยลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียลงเป็นจำนวน 45,312 บาท และแก้ไขการประเมินเลขที่ 2010270/6/100333 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2545 โดยลดเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องเสียลงเป็นจำนวน 353,640 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนแรกจำนวน 2,000 บาท และสำนวนหลังจำนวน 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์หรือไม่โดยโจทก์แก้อุทธรณ์ในข้อ 1. ว่า ศาล ภาษี อากรกลางควรมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเนื่องจากจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 21 มิถุนายน 2549 ล่วงพ้นกำหนดที่ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2549 ในปัญหาข้อนี้ได้ความว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คดีสำนวนแรกเป็นอุทธรณ์ฉบับหนึ่ง และยื่นอุทธรณ์คดีสำนวนหลังเป็นอุทธรณ์อีกฉบับหนึ่ง ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งในอุทธรณ์ทั้งสองฉบับเป็นใจความสรุปว่า ศาลสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนแล้วจึงให้จำเลยทำอุทธรณ์มาในฉบับเดียวกันภายใน 7 วัน ต่อมาจำเลยจึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2549 โดยนำเนื้อหาในอุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 ทั้งสองฉบับมารวมอยู่ในอุทธรณ์ฉบับเดียวที่ยื่นนั้น ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยจัดทำและยื่นภายในข้อกำหนดที่ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งโดยถูกต้อง ถือได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คดีทั้งสองสำนวนภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเพียงว่า มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ นายชะโอด และนายเอกราชหรือสกลเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 โจทก์และนายเอกราชหรือสกลเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 และฟังได้ว่าเจ้าพนักงานของจำเลยได้ส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงนายเอกราชหรือสกลแล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อความในหนังสือก็ปรากฏว่าเป็นการขอทราบรายละเอียดเฉพาะเรื่องการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 เพียงแปลงเดียวโดยข้อความในหนังสือดังกล่าวไม่มีการระบุโดยชัดแจ้งว่าเป็นหนังสือที่ส่งถึงนายเอกราชหรือสกลในฐานะบุคคลในคณะบุคคลดังเช่นที่มีการระบุในหนังสือแจ้งการประเมิน ภาษี ธุรกิจเฉพาะจึงต้องถือว่าการมีหนังสือถึงนายเอกราชหรือสกลนั้น เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของจำเลยต้องการขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 14091 จากนายเอกราชหรือสกลในฐานะส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ทั้งในทางนำสืบของจำเลยไม่ได้ความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 และ 14091 ถึงโจทก์ด้วยแต่อย่างใด ซึ่งโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า โจทก์ไม่เคยทราบเรื่องที่มีการส่งหนังสือขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์ถึงนายเอกราชหรือสกล หลังจากขายที่ดินทั้งสองแปลงแล้วโจทก์ไม่เคยพบนายเอกราชหรือสกลอีก ดังนี้ จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงที่นายเอกราชหรือสกลไม่ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยตามหนังสือเชิญเพื่อขอทราบรายละเอียดการขายอสังหาริมทรัพย์มาเป็นเหตุให้มีผลถึงโจทก์โดยอนุมานว่า โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลในคณะบุคคลกับนายเอกราชหรือสกลในการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11226 และ 14091 ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ภาษี การขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวด้วยได้ ทั้งโจทก์ขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวหลังจากได้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรเปลี่ยนการจัดเก็บ ภาษี การค้า มาเป็นการจัดเก็บ ภาษี มูลค่าเพิ่มและ ภาษี ธุรกิจเฉพาะแทนไม่กี่เดือน ตามพฤติการณ์ของโจทก์ที่ยินยอมเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะ แต่ยังเพียงติดใจขอลดเบี้ยปรับลงเพราะเดิมคิดว่ามีการชำระครบถ้วนขณะขายที่ดินเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยง ภาษี รายพิพาท กรณีจึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งจากเบี้ยปรับที่ต้องชำระตามการประเมินดังที่ศาล ภาษี อากรกลางวินิจฉัย ที่ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8937 - 8938/2550 นางสนิท เกิดเอี่ยม โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 18 , ม. 23 ป.รัษฎากร ม. 77/1 (1) , ม. 77/1 (3) , ม. 91/1 วรรคท้าย , ม. 91/2 (6) , ม. 91/21 (5) , ม. 91/21 (6)