ฎีกาที่ 8809/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คำสั่งให้งดสืบพยานก่อนที่ศาล ภาษี อากรกลางได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 226 เมื่อโจทก์มีเวลาเพียงพอที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งดังกล่าวได้แต่มิได้โต้แย้งคัดค้าน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ การที่โจทก์แถลงต่อศาล ภาษี อากรกลางว่า โจทก์ยินยอมชำระ ภาษี ตามที่เจ้าพนักงานประเมินและได้ผ่อนชำระจนเหลือเพียงงวดสุดท้ายแล้วแต่ยังคงติดใจอยู่เพียงประเด็นเดียวคือ ประสงค์จะขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด ดังนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์ประเด็นอื่น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาล ภาษี อากรกรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร ฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้ลดหรืองดเบี้ยปรับจำนวน 219,189.60 บาท และลดหรืองดเงินเพิ่มจำนวน 219,189.60 บาท กับแก้ไข ภาษี ส่วนท้องถิ่นลงอีกจำนวน 43,837.90 รวมเป็นเงินจำนวน 482,217.10 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาล ภาษี อากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ภาษี อากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า คำสั่งของศาล ภาษี อากรกลางที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งให้งดสืบพยานก่อนที่ศาล ภาษี อากรกลางได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลังจะต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 เมื่อปรากฏว่าศาล ภาษี อากรกลางมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2549 และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 เวลา 13.30 นาฬิกา โจทก์และทนายโจทก์ทราบคำสั่งในวันดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาล ภาษี อากรกลางจะอ่านคำพิพากษาย่อมมีเวลามากเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนั้นได้ตามกฎหมาย แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาข้อนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์แถลงต่อศาล ภาษี อากรกลางว่า โจทก์ยินยอมชำระ ภาษี ตามที่เจ้าพนักงานประเมินและได้ผ่อนชำระจนเหลือเพียงงวดสุดท้ายแล้ว แต่ยังคงติดใจอยู่เพียงประเด็นคือประสงค์ขอให้ศาลงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ จึงถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมดยกเว้นประเด็นที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ดังนี้ ประเด็นที่ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องโจทก์เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่และมีเหตุอันควรงดหรือลด ภาษี ท้องถิ่นหรือไม่ จึงเป็นข้อที่ไม่มีการยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาล ภาษี อากรกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ภาษี อากรและวิธีพิจารณาคดี ภาษี อากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า กรณีมีเหตุอันควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานโดยให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานมากน้อยเพียงใดและเอกสารที่โจทก์ส่งมอบประกอบไปด้วยเอกสารใดบ้าง อีกทั้งการที่โจทก์สละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมดยกเว้นประเด็นที่ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยโจทก์ยินยอมชำระค่า ภาษี ที่ขาดตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไว้ อันถือว่าโจทก์ยอมรับว่าโจทก์มียอดรายรับที่แท้จริงจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้อง 16,156,320 บาท ซึ่งเป็นราคาประเมินอันเป็นฐานในการคำนวณ ภาษี ธุรกิจเฉพาะ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสีย ภาษี ธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจากยอดรายรับเพียง 8,850,000 บาท ซึ่งต่ำกว่ายอดรายรับที่โจทก์ยอมรับเองในชั้นพิจารณาของศาล ภาษี อากรกลางเป็นจำนวนมากเกือบเท่าตัว ส่อให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง ภาษี มาแต่เดิมกรณีจึงไม่มีเหตุอันควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8809/2550 บริษัทเอ็ฟฟิเชียน จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง , ม. 226 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29