ฎีกาที่ 6651/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 4
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ (1) “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน (2) “ไม้” หมายความว่า ไม้สักและไม้อื่นทุกชนิดที่เป็นต้น เป็นกอ เป็นเถา รวมตลอดถึงไม้ที...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 7
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 7 ไม้สักและไม้ยางทั่วไปในราชอาณาจักรไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การเพิ่มเติมหรือเพิกถอนช...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 11 ผู้ใดทำไม้ หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้าม ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับสัมปทานตามความในพระราชบัญญัตินี้ และต้องปฏิบั...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 54 ห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้จำแนกไ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 69
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 69 ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 73
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 73 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 31 หรือมาตรา 48 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 74
พ.ศ. 2484 · approved_timeline_selection
มาตรา 74 บรรดาไม้และของป่าอันได้มาหรือมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้และสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ และสิ่งอื่นใด บรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่มีไว้ เนื่องจากการกระทำควา...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 74 ทวิ
พ.ศ. 2484 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 74 ทวิ บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 11 มาตรา...
ย่อสั้น
การแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหากระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ก็ถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว เมื่อพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟัองว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน บุกรุก เข้ายึดถือครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติด้วยโดยบรรยายฟ้องว่าได้มีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว อีกทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาตามฟ้องทุกข้อหาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง การที่จำเลย บุกรุก เข้าไปยึดถือครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ และทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้โดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกระทำต่างวาระกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดสองฐานดังกล่าวต้องลงโทษต้องลงโทษจำเลยอีกกระทงความผิดหนึ่งรวมแล้วลงโทษจำเลยเป็น 2 กระทงความผิด หาใช่ลงโทษจำเลยเป็น 3 กระทงความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาไม่
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 10 เมษายน 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 26 เมษายน 2542 เวลากลางวัน ติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลย บุกรุก เข้าไปยึดถือครอบครองก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ป่าละแมในท้องที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันเป็นการกระทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 2 ไร่ ทำให้รัฐเสียหายต้องปลูกป่าทดแทนรวมเป็นเงิน 300,000 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาต และมิได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมายจำเลยทำไม้ไข่เขียว 1 ต้น ไม้หว้า 1 ต้น และไม้ยาง 2 ต้น ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในเขตป่าสงวนเห่งชาติดังกล่าว โดยตัดฟันออกจากต้น 4 ต้น รวมปริมาตร 3.22 ลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และมิได้รับสัมปทานตามกฎหมาย จำเลยมีไม้รวม 3 ชนิด อันยังไม่ได้แปรรูปซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ดังกล่าวไว้ในครอบครอง โดยไม้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตามรัฐบาลขายและจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 54, 69, 73, 74, 74 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบไม้ 4 ต้น ของกลาง และสั่งให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (3) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 54 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (1) (ที่ถูก และมาตรา 72 ตรี วรรคหนึ่ง), 73 วรรคสอง (1) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานทำไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 6 ปี ริบไม้ของกลาง กับให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษความผิดฐานทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และความผิดฐานมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี สำหรับความผิดฐานเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่าคดีนี้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนโดยไม่ชอบ ชั้นจับกุมเจ้าพนักงานผู้จับกุมแจ้งข้อหาจำเลยฐาน บุกรุก เข้ายึดครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เพียงข้อหาเดียว เมื่อถึงชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนก็มิได้แจ้งข้อหาจำเลยว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 เรื่องทำไม้และมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า การแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 นั้น แม้พนักงานสอบสวนจะมิได้แจ้งข้อหาจำเลยทุกข้อหากระทงความผิดก็ตาม แต่เมื่อภายหลังได้ดำเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานอื่นด้วย ก็ถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในข้อหาฐานอื่นที่มิได้แจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว เมื่อพนักงานอัยการโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน บุกรุก เข้ายึดถือครอบครองก่นสร้างและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติด้วย โดยบรรยายฟ้องว่าได้มีการสอบสวนความผิดฐานดังกล่าวแล้ว ตามสำนวนก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงว่าการสอบสวนไม่ชอบ จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนในข้อหาตามฟ้องทุกข้อหาแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลย บุกรุก เข้าไปยึดถือครอบครอง แผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติ และทำไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามยังมิได้แปรรูปไว้โดยไม้ดังกล่าวไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและจำเลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกระทำต่างวาระกันกับการกระทำความผิดสองฐานดังกล่าว จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันกับความผิดสองฐานดังกล่าวต้องลงโทษจำเลยอีกกระทงความผิดหนึ่งรวมแล้วลงโทษจำเลยเป็น 2 กระทงความผิดหาใช่ลงโทษจำเลยเป็น 3 กระทงความผิดดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยก่นสร้าง ยึดถือ ครอบครองและแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ส่งผลเสียหายแก่ป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพย์ยากรสำคัญของประเทศชาติ และยังเป็นการทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่เหมาะสมแก่ความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานแผ้วถางป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ลงโทษจำเลยฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไว้ เมื่อรวมกับโทษฐานมีไม้หวงห้ามมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไว้แล้ว คงจำคุกจำเลยรวม 2 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6651/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหลังสวน โจทก์ นายบัญชา อ่อนไสว จำเลย ป.อ. ม. 90 , ม. 91 ป.วิ.อ. ม. 120 , ม. 134 , ม. 158 (5)