ฎีกาที่ 2455/2550
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐาน รับของโจร เกิดขึ้นต่างท้องที่กัน คือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับ รับของโจร นั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกัน คือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้ รับของโจร ในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกัน โดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้และผู้ รับของโจร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 (1) ดังนั้นที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจาก ท. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่ บ. ลักรถจักรยานยนต์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จาก บ. ที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐาน รับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐาน รับของโจร ต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของนายสมศักดิ์ ศรีสำราญ บิดาของนายภาณุวัฒน์ ศรีสำราญ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 นายภาณุวัฒน์ขับรถจักรยานยนต์ไปหาพี่สาวซึ่งทำงานอยู่ที่สถานีบริการน้ำมันที่ตำบลบ้านโป่ง นายใบชาหรือดำ เกตุแก้ว ได้มาขอยืมรถจักรยานยนต์ที่นายภาณุวัฒน์ใช้ขับขี่ขับไปที่บ้านนายใบชา เพื่อไปขอเงินมารดา โดยให้นายภาณุวัฒน์รอรับรถจักรยานยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันอีกแห่งหนึ่งที่หลังบ้านมารดาตนเนื่องจากเกรงว่ามารดาจะดุด่าตนที่มาขอเงินต่อหน้านายภาณุวัฒน์ แต่นายใบชาก็ไม่ได้กลับมา นายภาณุวัฒน์จึงต้องกลับไปแจ้งนายสมศักดิ์บิดาเรื่องรถจักรยานยนต์หายไป เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2543 จ่าสิบตำรวจสัญญา ลิบไพรวัลย์ จับกุมจำเลยได้พร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่หายไปดังกล่าว และต่อมาจับกุมนายใบชาได้ จึงแจ้งให้นายสมศักดิ์และนายภาณุวัฒน์ทราบ คนทั้งสองยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นของนายสมศักดิ์ และนายภาณุวัฒน์ยืนยันว่า นายใบชาเป็นคนลักรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษนายใบชาในข้อหาลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปที่จังหวัดราชบุรี จ่าสิบตำรวจสัญญาจับกุมจำเลยพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ที่จังหวัดนครปฐม คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน รับของโจร รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดราชบุรีหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐาน รับของโจร เกิดขึ้นต่างท้องที่กันคือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม แต่ทรัพย์ที่ถูกลักกับ รับของโจร นั้นเป็นทรัพย์สิ่งเดียวกันคือ รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายโดยถูกลักไปจากท้องที่หนึ่งแล้วนำไปจำหน่ายให้แก่ผู้ รับของโจร ในอีกท้องที่หนึ่ง จึงเป็นความผิดหลายฐานเกี่ยวพันกันโดยมีผู้กระทำความผิดหลายคน มีทั้งที่เป็นตัวการลักทรัพย์ ผู้สมรู้ และผู้ รับของโจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 (1) ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับจำนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายทองสุข รักภิรมย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นายใบชาลักรถจักรยานยนต์ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับชายไม่ทราบชื่อที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายใบชาที่จังหวัดสมุทรสาคร คดีจึงไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันดังที่จำเลยฎีกานั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น และความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนมีอัตราโทษสูงกว่าฐาน รับของโจร ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐาน รับของโจร ต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดฐานลักทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 24 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยผิดศาลดังที่จำเลยฎีกา สำหรับปัญหาเรื่องการกระทำความผิดฐาน รับของโจร นั้น...ฯลฯ... กรณีจึงต้องรับฟังว่า จำเลยรับรถจักรยานยนต์โดยการซื้อมาจากคนร้ายในราคาที่ต่ำมากแสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยว่า จำเลยน่าจะรู้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางนั้นเป็นของคนร้าย คดีมีปัญหาต่อไปว่า ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐาน รับของโจร ของจำเลยเป็นการช่วยส่งเสริมให้มีการลักทรัพย์อย่างแพร่หลาย ทำให้คนร้ายสามารถทำลายหลักฐานในการลักทรัพย์ออกไปให้พ้นตนเอง ทั้งยังได้เงินทองหรือผลประโยชน์จากการลักทรัพย์ดังกล่าวอีก การ รับของโจร ของจำเลยจึงเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐ พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้จำเลย แม้จำเลยประกอบอาชีพสุจริตไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระทางครอบครัวต้องอุปการะเลี้ยงดู หรือการถูกจำคุกทำให้บุตรมีปมด้อย และถูกสังคมเหยียดหยาม คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2455/2550 พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี โจทก์ นายทองใบ มีจันทร์ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 24 (1)