ฎีกาที่ 5379/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลย เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกใหม่ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ หลังจากทำสัญญาแล้ว 9 เดือน โจทก์ยังไม่ไปดำเนินการจดทะเบียน โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่งมอบรถยนต์บรรทุกโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 262,597.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา เช่าซื้อ หรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า รถยนต์ที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ต้องไปจดทะเบียนเอง ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งจะนำรถที่ เช่าซื้อ ไปประกอบกิจการรับจ้างจะจดทะเบียนได้หรือไม่ก็อยู่ที่คุณสมบัติของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์มีนายชาตรีเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ในการทำสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่บริษัทมหาชัย แมทชีนเนอรี่ แอนด์ออโต้พาร์ท จำกัด โดยพยานจะดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันพิพาทให้ นับแต่วันทำสัญญา เช่าซื้อ จนถึงวันที่ยึดรถยนต์คืนรถยนต์คันพิพาทยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ฝ่ายจำเลยมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถบรรทุกและเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 50,000 บาท หลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ แล้วยังไม่ได้รับรถยนต์คันพิพาทไปใช้ประโยชน์ เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้ เห็นว่า คำเบิกความของนายชาตรีเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าจดทะเบียนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ ให้โจทก์เพื่อให้โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกันให้โจทก์มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ที่ เช่าซื้อ นับตั้งแต่เวลาทำสัญญากันจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนเป็นเวลา 9 เดือน โจทก์ก็ยังไม่ไปจดทะเบียนรถคันดังกล่าว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จีงมีสิทธิไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 3 ให้โจทก์ ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า นับแต่วันทำสัญญา เช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ยังมิได้นำรถคันดังกล่าวออกจากบริษัทมหาชัยแมซีนเนอรี่ แอนด์ ออโต้พาร์ท จำกัด แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถให้จำเลยที่ 1 แล้วตามฎีกาของโจทก์แต่เมื่อรถยังไม่มีการจดทะเบียน จึงทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำรถไปใช้ประโยชน์ได้เพราะผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 6 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ถือได้ว่าโจทก์ส่งมอบรถโดยสภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบมาตรา 548 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้บอกเลิกสัญญาและต่อมาโจทก์ได้ยึดรถคืนโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทักท้วงถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายอันเกิดจากสัญญาเลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2549 บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายไพรัช กิตติวัณณะกุล หรือกิตติวัฒณะกุล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 369 , ม. 391 , ม. 537 , ม. 548 , ม. 572