ฎีกาที่ 4095/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดี มรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย..." คำว่า คดี มรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า คดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์ มรดก ด้วยกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์ มรดก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของทายาทคือจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์ มรดก ของ บ. และโจทก์ ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของ บ. ฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินจากจำเลยทั้งสองเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของ บ. กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์ มรดก จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นกล่าวอ้างได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาอำเภอบรรพตพิสัย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนฉบับที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่นายบุตรถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ให้โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาทั้งสองศาลแก่โจทก์เป็นเงิน 6,600 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายบุตร สุริยะ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เมื่อนายบุตรถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการ มรดก ของนายบุตรตามสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นเอกสารหมาย จ.2 นายบุตรมีทรัพย์ มรดก คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 25 ตำบลบางแก้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เอกสารหมาย ล.3 จำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตั้งแต่นายบุตรถึงแก่ความตายจนถึงปัจจุบัน เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดการ มรดก ของนายบุตรฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของนายบุตรยึดถือไว้เพื่อนำมาจัดการ มรดก ตามหน้าที่ จึงเป็นการฟ้องคดีเกี่ยวกับเรื่อง มรดก นายบุตรถึงแก่ความตายเมื่อปี 2515 และโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ซึ่งพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์และจำเลยทั้งสองครอบครองทำกินเป็นของตนเอง โจทก์ฟ้องเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่นายบุตรตายเป็นการฟ้องร้องในเรื่อง มรดก จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดี มรดก เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้า มรดก ตาย..." คำว่าคดี มรดก ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าคดีที่พิพาทกันระหว่างทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์ มรดก ด้วยกันด้วยเรื่องสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งทรัพย์ มรดก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 1 มิใช่ทายาทผู้มีสิทธิในทรัพย์ มรดก ของนายบุตร และโจทก์ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายบุตรฟ้องคดีนี้เพื่อเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนจากจำเลยทั้งสองเพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของนายบุตร กรณีมิใช่เรื่องเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์ มรดก จำเลยที่ 2 ไม่อาจยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ขึ้นกล่าวอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2549 นางนงค์ น้ำชุ่ม ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของ นายบุตร สุริยะ โจทก์ นายทรงศักดิ์ สุริยะ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคหนึ่ง