ฎีกาที่ 8077-8078/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาล แรงงาน เรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง และตามข้อกำหนดศาล แรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาล แรงงาน เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้ในการดำเนินคดี แรงงาน ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น ไม่บังคับรวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด
ย่อยาว
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาล แรงงาน กลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาล แรงงาน กลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า คดีนี้ศาล แรงงาน กลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นรักษาการเจ้าหน้าที่บังคับบัญชา 11 ฝ่ายอำนวยการสาขาและรักษาการผู้จัดการสาขาจันทบุรี ส่วนโจทก์ที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 7 ฝ่ายอำนวยการสาขา และดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ 7 สาขาจันทบุรีด้วย ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือร้องเรียนว่า พนักงานในสาขาจันทบุรีร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากลูกค้าสินเชื่อรายที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดแล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาโทษทางวินัย ต่อมาได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยรับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่มาเป็นของจำเลย ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีเกินกว่าที่ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวน เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ทนายจำเลยมิได้นำส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่แถลงต่อศาล แรงงาน กลาง คำเบิกความพยานจึงรับฟังไม่ได้ ทนายจำเลยเบิกความโดยไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจให้เบิกความแทนและไม่ได้ระบุให้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน ทนายจำเลยไม่ได้เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่เบิกความต่อศาลด้วยตนเองโดยตรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) มาตรา 88 มาตรา 95 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาล แรงงาน มีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาล แรงงาน ที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และตามข้อกำหนดศาล แรงงาน ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล แรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาล แรงงาน จึงเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดี แรงงาน เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้แก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล แรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้เท่านั้น ไม่รวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนการรับฟังคำเบิกความของทนายจำเลยนั้น เมื่อศาล แรงงาน กลางมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ หรือหากเห็นว่าพยานบุคคลใดยังไม่อาจให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ศาล แรงงาน กลางก็ยังเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองดังที่กล่าวมา การที่ศาล แรงงาน กลางรับฟังพยานบุคคลและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น... พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 - 8078/2549 นายอะโนทัย ชัยตระกูล กับพวก โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.วิ.พ. ม. 87 (2) , ม. 88 , ม. 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม , ม. 119