ฎีกาที่ 7314/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วน ศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ดังนี้ หากศาล แรงงาน กลางเห็นว่าค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาล แรงงาน กลางจะลดลงก็ได้ แต่ต้องลดเป็นจำนวนพอสมควร และในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน การที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งงดสืบพยานโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ และนำสืบถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,164,163.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,079,846.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดพิจารณา คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งนักบิน โจทก์ส่งจำเลยที่ 1 และพนักงานอีกคนหนึ่งไปฝึกอบรมหลักสูตรการบินที่ประเทศอินโดนีเซียระหว่างวันที่ 14 ถึง 27 มกราคม 2546 รวม 14 วัน โดยจำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ไว้ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กลับมาทำงานต่อระหว่างวันที่ 28 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 14 มกราคม 2547 แล้วจำเลยที่ 1 ลาออก ค่าฝึกอบรมตามฟ้องข้อ 6.1 ไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญา แต่ก่อนไปฝึกอบรมต่างประเทศต้องผ่านหลักสูตรดังกล่าว ส่วนค่าเบี้ยเลี้ยงและตั๋วเครื่องบินเจ้าหน้าที่กรมการบินพาณิชย์ตามฟ้องข้อ 6.9 และ 6.12 นั้น กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ได้เฉลี่ยเป็นเจ้าหน้าที่รายบุคคลแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายอื่นคู่ความยอมรับว่าเป็นไปตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองสละข้อต่อสู้เรื่องไม่ได้ผิดสัญญา ศาล แรงงาน กลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยาน ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี แรงงาน วินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์กำหนดกรณีผิดสัญญาอันเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วน ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ กรณีจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000 บาท และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ร้อยละ 15 ต่อปี สูงเกินส่วนเช่นกัน จึงเห็นควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาล แรงงาน กลางยังไม่ได้วินิจฉัยว่าค่าเสียหายของโจทก์เพียงใด ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลปรับลดค่าเสียหาย ศาล แรงงาน กลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในสำนวนคดี และการที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานและมีคำพิพากษาโดยไม่เปิดโอกาสให้โจทก์นำสืบข้อเท็จจริงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเบี้ยปรับที่ริบนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น ท่านให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน..." ดังนี้ หากศาล แรงงาน กลางเห็นว่าค่าเสียหายในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาล แรงงาน กลางจะลดลงก็ได้ แต่ต้องลดลงเป็นจำนวนพอสมควร และในการที่จะวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้นจะต้องพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สิน การที่ศาล แรงงาน กลางมีคำสั่งงดสืบพยานโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบถึงความเสียหายของโจทก์ และนำสืบถึงทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาล แรงงาน กลางงดสืบพยานและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาล แรงงาน กลาง ให้ศาล แรงงาน กลางสืบพยานโจทก์จำเลยโดยฟังข้อเท็จจริงในเรื่องค่าเสียหาย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7314/2549 บริษัทภูเก็ต แอร์ไลน์ จำกัด โจทก์ นายหรือนาวาอากาศตรีไพรรัตน์ อินทรศักดิ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ม. 243 (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31