ฎีกาที่ 6012/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 160 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการสอบสวนและทำความเห็นคดีอาญาในฐานะพนักงานสอบสวนได้นั้นจะต้องปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดในทางอาญาเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ล้มละลาย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. ที่จะสอบสวนกรณีเดียวกันนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและบันทึกการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยในสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและกรรมการบริษัทจำเลยตามคำร้องของโจทก์ ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยหรือผู้หนึ่งผู้ใดกระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการ ล้มละลาย จึงมิได้ทำการสอบสวนผู้ใด ซึ่งเป็นดุลพินิจและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), 2 (8) ประกอบมาตรา 28 (2)
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยยังคงประกอบกิจการโรงแรมสมุยยุโฟเรียที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 23 และมาตรา 24 และถือเป็นการกระทำความผิดอาญาซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและนางอรุณ กรรมการของจำเลยตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (1) ประกอบมาตรา 175 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า นางอรุณกรรมการของจำเลยได้ให้การไว้ในชั้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยแล้วว่ามิได้ดำเนินกิจการโรงแรมที่เกาะสมุยเพราะได้มีการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นโรงแรมของจำเลยให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจดำเนินการตามคำร้องของโจทก์ได้ โจทก์ยื่นคำร้องว่า แม้กิจการโรงแรมของจำเลยขายทอดตลาดไปแล้ว แต่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ซื้อทรัพย์ยังเข้าครอบครองไม่ได้โดยอยู่ระหว่างฟ้องขับไล่และบังคับคดีจำเลย และจำเลยเคยแถลงรับในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกว่ายังประกอบกิจการโรงแรมดังกล่าวอยู่แต่รายรับน้อยกว่ารายจ่ายจึงไม่ส่งรายได้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีฐานะเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 มีอำนาจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและนางอรุณกรรมการของจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 163 (1) ประกอบมาตรา 175 ในความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 23 ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกกรรมการจำเลยมาสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายต่อไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า แม้กรรมการของจำเลยเคยแถลงในที่ประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกยอมรับว่ายังคงประกอบกิจการโรงแรมอยู่แต่ก็มีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายพร้อมทั้งส่งบัญชีแสดงรายรับ/รายจ่าย ซึ่งที่ประชุมเจ้าหนี้ดังกล่าวก็ไม่ติดใจบัญชีแสดงรายรับ/รายจ่าย และลงมติให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการของจำเลยนับแต่วันประชุมเจ้าหนี้แล้ว และชั้นไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 กรรมการจำเลยให้การยืนยันว่าจำเลยมิได้ดำเนินกิจการอีกต่อไปแต่ผู้ร่วมลงทุนเป็นผู้ดำเนินกิจการเอง ประกอบกับทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบกิจการได้ขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาล ล้มละลาย กลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดี ล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ศาลฎีกาแผนกคดี ล้มละลาย วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ล้มละลาย ถ้ามีเหตุควรเชื่อได้ว่าลูกหนี้หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้กระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการ ล้มละลาย ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย" และวรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นว่าไม่ควรฟ้องซึ่งแย้งกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ให้ส่งสำนวนไปยังอธิบดีกรมอัยการเพื่อสั่ง" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการสอบสวนและทำความเห็นคดีอาญาในฐานะพนักงานสอบสวนได้นั้นจะต้องปรากฏว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดในทางอาญาเกิดขึ้นในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ล้มละลาย แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่จะสอบสวนกรณีเดียวกันนี้ได้ ในคดีนี้การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตรวจรายงานการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและบันทึกการไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผยเอกสารในสำนวนแล้วมีคำสั่งไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยและกรรมการของจำเลยตามคำร้องของโจทก์นั้น ถือได้ว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยหรือผู้หนึ่งผู้ใดกระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับการ ล้มละลาย จึงมิได้ทำการสอบสวนผู้ใด ซึ่งเป็นดุลพินิจและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดได้ด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) (8) ประกอบมาตรา 28 (2) คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาล ล้มละลาย กลางมีคำสั่งยกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6012/2549 บริษัทเวลบิลท์ จำกัด โจทก์ บริษัทยุโฟเรีย จำกัด จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 160 ป.วิ.อ. ม. 2 (7) , ม. 2 (8) , ม. 28 (2)