ฎีกาที่ 2539/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ตามข้อตกลง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่ง ภาระจำยอม ภาระจำยอม ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียน ภาระจำยอม หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็น ภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็น ภาระจำยอม ให้จริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่อง ภาระจำยอม ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ซึ่งมีเขตติดต่อกับที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ของจำเลย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้ตกลงทำถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยส่วนที่มีเขตติดต่อกันโดยให้โจทก์ทั้งสองนำดินไปถมเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลยกว้างแปลงละ 3 เมตร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 เพื่อใช้เป็นทางร่วมกันและตกลงกันว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยจะไปทำการจดทะเบียน ภาระจำยอม ให้แก่กัน ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้ถมดินเป็นถนนจนเสร็จตามที่ตกลงกัน ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถมดินส่วนที่ดินของจำเลยเป็นเงิน 200,000 บาท แต่จำเลยกลับนำก้อนหินใหญ่ไปปิดกั้นถนนในส่วนที่ดินของจำเลย ทำให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ถนนที่ทำขึ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร ตกเป็น ภาระจำยอม ของที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และถ้าไม่สามารถจดทะเบียน ภาระจำยอม ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ทั้งสองหรือตัวแทนให้ทำการถมดินเพื่อทำเป็นถนนในที่ดินของโจทก์ทั้งสองและจำเลย ทั้งจำเลยไม่เคยตกลงที่จะจดทะเบียน ภาระจำยอม ระหว่างที่ดินของจำเลยและที่ดินของโจทก์ทั้งสองให้แก่กันตามฟ้อง แต่ในวันที่ 6 มิถุนายน 2540 โจทก์ทั้งสองโดยนางแน่งน้อย เจริญรัตนกุล ได้ทำการถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งสองติดต่อกับที่ดินของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยโดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกับจำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก่อนที่จำเลยจะทราบคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย นายชนินทร์ ศรีคล้อย ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 47977 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร จากหลักเขตที่ดินเลขที่ 4848 ถึงหลักเขตที่ดินเลขที่ 5594 กว้าง 3 เมตร เป็นทาง ภาระจำยอม แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 47979 ตำบลบางมด อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยไม่จดทะเบียน ภาระจำยอม ดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าจำเลยไม่อาจจดทะเบียน ภาระจำยอม นั้นให้โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 108,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 สิงหาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่ง ภาระจำยอม ภาระจำยอม ซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ใช้ทางอื่นออกสู่ถนนสาธารณะได้อยู่แล้วและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ขอให้จำเลยชดใช้แทนในกรณีที่ไม่อาจจดทะเบียน ภาระจำยอม ได้ ซึ่งโจทก์ขอเป็นเงินเพียง 200,000 บาท ย่อมถือได้ว่าคดีนี้เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียน ภาระจำยอม ตามฟ้อง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยตาจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดตามคำพิพากษาดังกล่าวไม่เกิน 200,000 บาท ที่จำเลยฎีกาในปัญหาว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็น ภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองมีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาดังกล่าว เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าจำเลยได้ตกลงให้โจทก์ทั้งสองถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็น ภาระจำยอม ให้จริงหรือไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาอ้าง ฎีกาจำเลยทุกข้อดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า ข้อตกลงเรื่อง ภาระจำยอม ตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีผลบังคับหรือไม่ จำเลยฎีกาในปัญหานี้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เห็นว่า ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้น ในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่อง ภาระจำยอม ตามฟ้องระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่จำเลยฎีกาข้อตกลงดังกล่าวก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองไม่ได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2539/2549 นายสุรพันธ์ เจริญรัตนกุล กับพวก โจทก์ นางวรรณี ศรีคล้อย ฯ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1299 , ม. 1387 ป.วิ.พ. ม. 248