ฎีกาที่ 5165/2549
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
ความผิดตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 9 (1), 108 ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (1), 120 และ พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลย บุกรุก เข้าไปในที่ดินราชพัสดุของกรมราชรักษ์ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการอบรมศึกษาของโรงเรียนบ้านน้ำเขียว อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลใช้ประโยชน์ของโรงเรียนบ้านน้ำเขียว สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติและกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง โดยจำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองสร้างบ้านเรือนและทำสวนในทิ่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 91 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และให้จำเลย ลูกจ้าง ผู้แทน คนงานและบริวารของจำเลย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง จำคุก 1 ปี ให้จำเลย ลูกจ้าง ผู้แทน คนงาน หรือบริวารของจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ประกอบมาตรา 365, (3) เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ให้ลงโทษผู้ที่ บุกรุก เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่จะลงโทษผู้ที่ บุกรุก สาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะฎีกาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาหรือไม่ จำเลยฎีกาว่ากระทรวงการคลังซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เกิดเหตุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ.2518 ไม่ได้มอบอำนาจให้โรงเรียนบ้านน้ำเขียวและกรมธนารักษ์ดำเนินคดี โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อันเป็นที่ดินของรัฐสงวนไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาอบรมโรงเรียนบ้านน้ำเขียว สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 (1), 108 ทวิ เห็นว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนได้แม้จะไม่มีคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1), 120 และพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (1) โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใด หรือได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5165/2549 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดรัตนบุรี โจทก์ นายคาน ทองหล่อ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 28 (1) , ม. 120 , ม. 121 ป.ที่ดิน ม. 9 (1) , ม. 108 ทวิ พ.ร.บ.พนักงานอัยการ ม. 11 (1)