ฎีกาที่ 8011/2548
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
สัญญา เช่าซื้อ ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง หมายถึงเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้ เช่าซื้อ และผู้ เช่าซื้อ จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญา เช่าซื้อ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญา เช่าซื้อ จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สัญญา เช่าซื้อ และสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ ที่ทำขึ้นพร้อมกันและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เช่าซื้อ ทั้งหมดย่อมเป็นสัญญา เช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาแม้เพียงแห่งเดียวก็ย่อมมีผลเป็นสัญญา เช่าซื้อ ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้ เช่าซื้อ และจำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ แล้ว สัญญา เช่าซื้อ ก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญา เช่าซื้อ อีกด้วยไม่ สัญญา เช่าซื้อ จึงไม่เป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุม จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ทั้งปัญหาดังกล่าวไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 663,730.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 และที่ 2 สละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมดโดยให้เหลือเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า สัญญา เช่าซื้อ เป็นโมฆะหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์ประเภทรถขุดไปจากโจทก์ตามสัญญา เช่าซื้อ และสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ สัญญาทั้งสองส่วนดังกล่าวทำขึ้นพร้อมกัน และสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 1 ระบุว่า สัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เช่าซื้อ ท้ายสัญญา เช่าซื้อ มีแต่ผู้ เช่าซื้อ ลงลายมือชื่อ แต่ผู้ให้ เช่าซื้อ ไม่ได้ลงลายมือชื่อ ส่วนสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ ทั้งผู้ให้ เช่าซื้อ และผู้ เช่าซื้อ ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่าย ศาลฎีกาเห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 572 วรรคสอง บัญญัติว่า "สัญญา เช่าซื้อ นั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ย่อมหมายถึงว่า เจ้าของทรัพย์สินผู้ให้ เช่าซื้อ และผู้ เช่าซื้อ จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญา เช่าซื้อ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย สัญญา เช่าซื้อ จึงจะมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย สัญญา เช่าซื้อ และสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ ที่ทำขึ้นพร้อมกันและคู่สัญญาตกลงให้สัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เช่าซื้อ ทั้งหมดย่อมเป็นสัญญา เช่าซื้อ ดังนั้น เมื่อคู่สัญญาลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในสัญญาแม้เพียงแห่งเดียวก็ย่อมมีผลเป็นสัญญา เช่าซื้อ ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ในเมื่อปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินผู้ให้ เช่าซื้อ และจำเลยที่ 1 ผู้ เช่าซื้อ ได้ลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายในหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญา เช่าซื้อ แล้ว สัญญา เช่าซื้อ ก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หาใช่ว่าจะต้องลงลายมือชื่อด้วยกันทั้งสองฝ่ายที่ท้ายหนังสือสัญญาในส่วนสัญญา เช่าซื้อ อีกด้วยไม่ สัญญา เช่าซื้อ จึงไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า อุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้บรรยายขอให้จำเลยทั้งสี่รับผิดเพียงใดหรือไม่นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ทั้งปัญหาว่าอุทธรณ์ของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8011/2548 บริษัทเอ. ซี. แอล. ลีสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทสว่างมังกรทอง จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 572 ป.วิ.พ. ม. 249