ฎีกาที่ 8167-8172/2548
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ทั้งหกได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีดังกล่าวจะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขนขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้แก่ผู้นำเข้าหรือนำสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศโดยทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟ คือการรับขนส่งสินค้าตามมาตรา 6 และมาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ดังนั้นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ.ศ. 2475 ปัญหาว่าสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามฟ้อง ได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 2 ก็ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ และสำหรับโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 แม้จะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 225 วรรคสอง โจทก์ทั้งหกเป็นผู้รับสัมปทานเข้าดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามคำชี้ขาดให้แก่จำเลยที่ 1 แทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทานโดยเข้าใจว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย เมื่อสถานีดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีไว้ โจทก์ทั้งหกมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไว้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งหกได้ (วรรคแรก ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2548)
ย่อยาว
คดีทั้งหกสำนวน ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน โดยให้เรียกโจทก์สำนวนที่ 1 ถึงที่ 6 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทุกสำนวนเรียกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เช่นเดิม โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาว่าการประเมิน ใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน และใบแจ้งคำชี้ขาดไม่ถูกต้อง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ทั้งหก พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามทั้งหกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งหกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 10,000 บาท โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โรงเรือนและ ที่ดิน ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โจทก์ทั้งหกทำสัญญาสัมปทานดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องดังกล่าวกับการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยเสียค่าตอบแทนให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดไว้ในการเสนอประมูล กับต้องชำระค่าภาษีต่าง ๆ และค่าธรรมเนียมตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องชำระตามกฎหมายแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบสำหรับภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับทรัพย์สินใด ๆ ของสถานี และต้องประกันวินาศภัยโรงเรือนที่ได้รับสัมปทานโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2542 จำเลยที่ 3 แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2542 ของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ทั้งหกได้รับสัมปทาน โดยประเมินค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมที่โจทก์ทั้งหกแต่ละคนชำระให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทยในปี 2541 รวมกับค่าเบี้ยประกันภัย และค่าภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ที่โจทก์ทั้งหกจะต้องชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทาน คูณด้วย 8 แล้วหารด้วย 7 ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร และคำนวณเป็นค่าภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน จำนวนตามฟ้อง โจทก์ทั้งหกยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 ชี้ขาดยืนยันค่ารายปีและค่าภาษีตามที่จำเลยที่ 3 ประเมิน โจทก์ทั้งหกได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกว่าจำเลยทั้งสามต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ทั้งหกเพียงใดหรือไม่ โดยในเบื้องต้นสำหรับปัญหาตามข้ออ้างในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่ว่า สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรง ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2534 หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้เกี่ยวเนื่องกับระบบการขนส่งสินค้ากล่องเชื่อมต่อกับท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง เพื่อสนับสนุนกิจการนำเข้าและส่งออกของประเทศและการเติบโตของท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยผู้ดำเนินการที่สถานีนี้จะทำหน้าที่ขนถ่ายและแยกสินค้าที่บรรจุมาในตู้สินค้าที่บรรทุกมาจากต่างประเทศโดยทางเรือมาที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง แล้วขนขึ้นรถไฟมาที่สถานีดังกล่าวเพื่อนำส่งให้แก่ผู้นำเข้า หรือนำสินค้าที่จะต้องส่งไปต่างประเทศโดยทางเรือมาบรรจุในตู้สินค้าเพื่อขนขึ้นรถไฟไปที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง โดยคิดค่าบริการจากผู้ที่ใช้บริการ การดำเนินกิจการของสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องนี้จึงเป็นการดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟคือการรับขนส่งสินค้า ตามมาตรา 6 (2) และมาตรา 9 (7) แห่ง พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ดังนั้น สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของรถไฟโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน พ.ศ. 2475 โจทก์ทั้งหกย่อมไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินของจำเลยที่ 3 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน สำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องตามฟ้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวแม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลาง และโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 จะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ที่ 2 ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246, 142 (5) และมาตรา 225 วรรคสอง ส่วนในปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ปัญหานี้เมื่อได้ความว่าโจทก์ทั้งหกเป็นผู้รับสัมปทานเข้าดำเนินกิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามคำชี้ขาดให้แก่จำเลยที่ 1 แทนการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาสัมปทาน โดยเข้าใจว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องชำระตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าสถานีดังกล่าวได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวไว้ โจทก์ทั้งหกย่อมมีสิทธิที่จะได้รับคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และมีอำนาจฟ้องศาลบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ทั้งหกได้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น มิได้เป็นผู้รับเงินค่าภาษีจากโจทก์ทั้งหก ทั้งการแจ้งประเมินและการแจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและ ที่ดิน ประจำปีภาษี 2542 สำหรับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่ลาดกระบัง สถานี A ถึง F ของการรถไฟแห่งประเทศไทย และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสถานีดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีให้แก่โจทก์ทั้งสามภายในสามเดือนนับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8167 - 8172/2548 บริษัทสยามชอร์ไซค์เซอร์วิส จำกัด กับพวก โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 142 (5) , ม. 225 วรรคสอง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29 พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ม. 6 , ม. 9 (7)