ฎีกาที่ 7786/2548
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดี ล้มละลาย เป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อให้มีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน และความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่ ตามบทบัญญัติมาตรา 135 (4) มีความหมายว่าเมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการ ล้มละลาย ของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการ ล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคล ล้มละลาย อยู่ ส่วนที่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีมีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ ไม่ทำให้คดี ล้มละลาย สิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการ ล้มละลาย ย่อมเป็นทรัพย์สินที่อาจแบ่งได้ในคดี ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 109 จำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป การที่ศาลมีคำสั่งให้เปิดคดีหลังจากมีคำสั่งให้ปิดคดีครบ 10 ปี แล้วหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการ ล้มละลาย แล้วแต่อย่างใดไม่
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลย ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้วพิพากษาให้จำเลย ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์สินของจำเลยครั้งที่สุดพร้อมทำรายงานแสดงกิจการและบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่สุดยื่นต่อศาลชั้นต้นและขอให้มีคำสั่งเปิดคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่โดยได้เปิดกิจการร้านถ่ายรูปชื่อ ห้องภาพแสงเสน่ห์ ขอให้รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 รายงานศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งเปิดคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เปิดคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดี ล้มละลาย วินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีโดยมิได้มีการไต่สวนพยานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 6 กระบวนพิจารณาคดี ล้มละลาย นั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่ดำเนินการต่อศาลและต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2547 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจำเลยมีทรัพย์สินขึ้นใหม่ ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลเพื่อมีคำสั่งเปิดคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะแสดงว่าทรัพย์สินเป็นของจำเลย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 พร้อมแสดงหลักฐานเพิ่มเติม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาโดยเห็นว่าควรรายงานศาลให้มีคำสั่งเปิดคดี ผู้บังคับบัญชาเห็นชอบด้วย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเปิดคดีโดยท้ายหนังสือดังกล่าวได้แนบสำเนาคำร้องของโจทก์ สำเนาบิลเงินสดและความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาด้วย กรณีดังกล่าวจึงเป็นการเพียงพอที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรอนุญาตให้เปิดคดีแล้วหรือไม่ หาจำเป็นต้องไต่สวนพยานตามคำร้องของโจทก์ก่อนแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า คำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีขัดต่อกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เปิดคดีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2537 เป็นเวลาหลังจากครบ 10 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีแล้วจึงเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (4) เห็นว่า พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 บัญญัติว่า "เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอ ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการ ล้มละลาย ได้ ถ้าปรากฏเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ฯลฯ (4) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แบ่งทรัพย์ครั้งที่สุดหรือไม่มีทรัพย์สินจะแบ่งให้แก่เจ้าหนี้แล้ว ต่อแต่นั้นมาภายในกำหนดเวลาสิบปี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของบุคคล ล้มละลาย ได้อีก และไม่มีเจ้าหนี้มาขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการรวบรวมทรัพย์สินของบุคคล ล้มละลาย " ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อมีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอและศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการ ล้มละลาย ของจำเลยได้ แต่เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการ ล้มละลาย จำเลยก็ยังเป็นบุคคล ล้มละลาย อยู่ และคำสั่งให้ปิดคดีก็มีผลตามมาตรา 134 คือเพียงให้ระงับการจัดการต่าง ๆ ไว้ ไม่ทำให้คดี ล้มละลาย สิ้นสุดแต่ประการใด ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาก่อนจำเลยจะพ้นจากภาวะการ ล้มละลาย ย่อมเป็นทรัพย์สินในคดี ล้มละลาย ที่อาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 109 ซึ่งจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวและนำไปแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยต่อไป กรณีหาใช่เป็นการจัดการทรัพย์สินของจำเลยภายหลังที่จำเลยพ้นจากการ ล้มละลาย แล้วแต่อย่างใดไม่ คำสั่งให้เปิดคดีจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7786/2548 นายสุข แซ่โค้ว โจทก์ นายอมร เจียรนัยสุรรัตน์ จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 6 , ม. 134 , ม. 135 (4)