ฎีกาที่ 7062/2548
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ต้องการกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ แต่โจทก์มิได้เป็นสมาชิกจึงขอให้ อ. ทำสัญญากู้ยืมเงินจากสหกรณ์แทนโดยโจทก์นำที่ดินมา จำนอง เป็นประกัน สหกรณ์อนุมัติให้ อ. กู้ยืมเงินและสหกรณ์หักค่าหุ้นและเงินกู้ระยะสั้นที่ อ. ค้างชำระออก ก่อนส่งมอบเงินที่เหลือให้แก่ อ. พฤติการณ์ถือว่า อ. เป็นลูกหนี้ชั้นต้นที่ต้องรับผิดต่อสหกรณ์ และเป็นเจ้าของเงินที่กู้ยืมจากสหกรณ์ เมื่อโจทก์มิได้มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนไปรับเงินจาก อ. ดังนั้น หาก อ. มอบเงินที่กู้ยืมมาจากสหกรณ์ให้แก่จำเลยเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่โจทก์ ก็เป็นเรื่องความรับผิดระหว่าง อ. กับจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกได้ดังกล่าว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ตกลงให้นางเอื้อนทำสัญญากู้ยืมเงินจากสหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด เป็นเงิน 500,000 บาท โดยโจทก์จดทะเบียน จำนอง ที่ดินของโจทก์เพื่อประกันหนี้ตามสัญญา จำนอง เหตุที่ต้องให้นางเอื้อนเป็นผู้กู้ยืม เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯดังกล่าว ต่อมาในวันเกิดเหตุตามฟ้องนางเอื้อนไปรับเงินที่กู้ยืมซึ่งเมื่อคิดหักชำระหนี้สินและค่าหุ้นแล้ว คงได้รับเป็นเงิน 431,928 บาท ซึ่งโจทก์ยังไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวจากนางเอื้อนแต่อย่างใด และโจทก์มีนางพรทิพย์ผู้จัดการสหกรณ์ฯ มาเบิกความว่า นางเอื้อนเป็นผู้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับสหกรณ์ฯ โดยมีโจทก์เป็นผู้นำที่ดินมา จำนอง เป็นประกันและนางเอื้อนเป็นผู้มารับเงินที่กู้ยืมจากสหกรณ์ฯ โดยสหกรณ์ฯหักค่าหุ้น เงินกู้ระยะสั้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ย ก่อนมอบเงินที่เหลือให้แก่นางเอื้อน โจทก์และนางเอื้อนเองก็รับว่าโจทก์ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้กู้ด้วยตนเอง เพราะมิได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ ตามพฤติการณ์จึงต้องถือว่านางเอื้อนเป็นลูกหนี้ชั้นต้นที่ต้องรับผิดต่อสหกรณ์ฯ และเป็นเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ์ในเงินที่กู้ยืมจากสหกรณ์ฯตราบเท่าที่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ต่อให้แก่ผู้ใด นอกจากนี้ยังได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้มอบให้จำเลยเป็นตัวแทนไปรับเงินจากนางเอื้อน ดังนั้นหากนางเอื้อนจะได้มอบเงินให้แก่จำเลยเพื่อฝากต่อให้แก่โจทก์ก็เป็นเรื่องความรับผิดระหว่างนางเอื้อนกับจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดีมาฟ้องจำเลยได้ในความผิดคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7062/2548 นางจิตร ทองอ่อน โจทก์ นายสิงห์หรือคำสิงห์ ดอกสุทัศน์ จำเลย ป.วิ.อ. ม. 2 (4)