ฎีกาที่ 7406/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ แต่จำเลยก็รับไว้ แสดงว่าจำเลยมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญา เช่าซื้อ ที่ว่า หากโจทก์ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าสัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวเป็นสาระสำคัญ โดยจำเลยยังถือว่าสัญญา เช่าซื้อ มีผลบังคับต่อไปจึงรับค่า เช่าซื้อ ไว้ ดังนั้น หากจำเลยมีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์โดยให้ระยะเวลาแก่โจทก์พอสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ เพราะหวังเพียงได้รับค่าดอกเบี้ยที่ชำระค่า เช่าซื้อ ล่าช้าและเบี้ยปรับ และการที่พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทคืน โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านมิได้ยินยอมด้วยโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สัญญา เช่าซื้อ จึงยังไม่เลิกกันและมีผลบังคับกันต่อไป โจทก์ผู้ เช่าซื้อ ชอบที่จะครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทต่อไป และจำเลยต้องส่งมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวคืนโจทก์ แต่จำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว จึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะนำรถยนต์บรรทุกพิพาทกลับมาคืนโจทก์ เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคแรก และการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ยังมิได้เลิกกัน การใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์จึงไม่อาจคิดเป็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยและนำไปหักกลบลบหนี้กับค่า เช่าซื้อ ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์ได้ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-2511 ยะลา ไปจากจำเลยในราคา 824,790 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด หลังจากทำสัญญา เช่าซื้อ แล้วโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ให้แก่จำเลย 18 งวด เป็นเงิน 540,000 บาท ซึ่งบางครั้งไม่ได้ชำระตรงตามเวลา แต่จำเลยก็รับค่างวดโดยไม่ได้โต้แย้งหรือบอกเลิกสัญญา โดยชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 18 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ต่อมาโจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ งวดที่ 19 ถึงที่ 21 แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 90,000 บาท งวดที่ 21 ชำระเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้นโจทก์มิได้ชำระค่า เช่าซื้อ อีก โจทก์ค้างชำระค่า เช่าซื้อ อีกจำนวน 64,790 บาท วันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยให้พนักงานยึดรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ ไปจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยินยอม เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรก่อนและมิได้บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เช่าซื้อ จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์จำนวน 500,000 บาท และคืนเงินค่าปั้นจั่นจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกพิพาทพร้อมปั้นจั่นสำหรับยกของหนักตามฟ้อง แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 10 ที่ว่า หากผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดในการชำระค่า เช่าซื้อ งวดใดงวดหนึ่ง ทำให้สัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือทวงถาม และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่า เช่าซื้อ ที่ได้ชำระแล้วกลับคืน จำเลยมีสิทธิยึดเงินค่า เช่าซื้อ หรือเงินใดๆ ที่ได้ชำระตามสัญญาโจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ให้จำเลย 22 งวด คิดเป็นเงิน 760,000 บาท คงค้างชำระอีก 64,790 บาท โจทก์ผิดนัดไม่ผ่อนชำระเป็นต้นมา ทำให้สัญญา เช่าซื้อ เป็นอันเลิกกันทันทีนับตั้งแต่วันที่ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ โดยไม่ต้องบอกกล่าวทวงถามก่อน ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อโจทก์อีกครั้งหนึ่ง โดยบอกกล่าวกำหนดให้โจทก์ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้าง 2 งวดสุดท้ายพร้อมด้วยเบี้ยปรับจากการชำระค่า เช่าซื้อ ล่าช้าให้เสร็จสิ้นครบถ้วนในเดือนธันวาคม 2540 หากไม่ชำระให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ปรากฏว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระค่า เช่าซื้อ จึงถือว่าสัญญา เช่าซื้อ เลิกกันทันที โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ คืนแก่จำเลยในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกคืน วันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยติดตามยึดรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ กลับคืนมาได้ โดยโจทก์มิได้โต้แย้ง จำเลยมีสิทธิยึดเงินค่า เช่าซื้อ ที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าปั้นจั่นที่นำมาติดตั้งเข้ากับรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ จากจำเลย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 205,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบปั้นจั่นที่ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 465,181 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยส่งมอบปั้นจั่นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-2511 ยะลา ไปจากจำเลยในราคา 824,790 บาท โจทก์ผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ แล้ว เป็นเงิน 760,000 บาท ซึ่งการชำระค่า เช่าซื้อ ดังกล่าวโจทก์ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ยังคงค้างชำระค่า เช่าซื้อ อีก 74,790 บาท จำเลยจึงให้พนักงานไปยึดรถยนต์บรรทุกที่ เช่าซื้อ คืน ซึ่งโจทก์ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาจำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่นายสิทธิโชติ เหลืองวรพันธ์ไปในราคา 450,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญา เช่าซื้อ รถยนต์บรรทุกพิพาทเลิกกันแล้วโดยชอบด้วยการบอกกล่าวและยึดรถกลับคืน หากรถยนต์บรรทุกพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยสามารถนำออกให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทเป็นเวลา 61 เดือน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 610,000 บาท เมื่อหักกลบกับค่า เช่าซื้อ แล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 214,970 บาท เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า การผ่อนชำระค่า เช่าซื้อ ของโจทก์ โจทก์ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา เช่าซื้อ แต่จำเลยก็รับไว้ แสดงว่าจำเลยมิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ในสัญญา เช่าซื้อ ที่ว่าหากโจทก์ไม่ชำระค่า เช่าซื้อ งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าสัญญา เช่าซื้อ สิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวเป็นสาระสำคัญ โดยจำเลยยังถือว่าสัญญา เช่าซื้อ มีผลต่อไป จึงรับค่า เช่าซื้อ ไว้ ดังนั้น หากจำเลยมีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์โดยให้ระยะเวลาแก่โจทก์พอสมควร แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อโจทก์ประการใด โดยจำเลยหวังเพียงได้รับค่าดอกเบี้ยที่ชำระค่า เช่าซื้อ ล่าช้าและเบี้ยปรับเท่านั้น การที่พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทคืน โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านมิได้ยินยอมด้วยโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.9 ที่จำเลยอ้างว่าเลิกกันแล้วด้วยการบอกกล่าวและยึดรถยนต์บรรทุกกลับคืน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง เมื่อสัญญา เช่าซื้อ ยังไม่เลิกกันและมีผลบังคับกันต่อไป โจทก์ผู้ เช่าซื้อ ชอบที่จะครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทต่อไป จำเลยจึงต้องส่งมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวคืนโจทก์ แต่จำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่นายสิทธิโชติซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้วจึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะนำรถยนต์บรรทุกพิพาทกลับมาคืนโจทก์ เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคแรก ซึ่งการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญา เช่าซื้อ ที่ยังมิได้เลิกกัน การใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์จึงไม่อาจคิดเป็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยและนำไปหักกลบกับค่า เช่าซื้อ ตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์โดยนำราคารถยนต์บรรทุกพิพาทที่จำเลยขายให้แก่นายสิทธิโชติหักด้วยค่า เช่าซื้อ ที่โจทก์ยังค้างชำระแก่จำเลยตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7406/2547 หุ้างหุ้นส่วนจำกัดยะลาพัฒนา โจทก์ บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. ม. 218 , ม. 341 , ม. 387 , ม. 572