ฎีกาที่ 9217/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ป.พ.พ. มาตรา 1716 บัญญัติว่า หน้าที่ผู้จัดการ มรดก ที่ศาลตั้ง ให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว และมาตรา 1728 (2) บัญญัติว่า ผู้จัดการ มรดก ที่ศาลตั้งต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการ มรดก ตามมาตรา 1716 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกัน คงมีแต่ฝ่ายผู้ร้องที่ขวนขวายจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก และติดต่อฝ่ายผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียวแม้ผู้คัดค้านพอมีเหตุผลในข้อขัดข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ไปตามนัดเพื่อร่วมจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ของผู้ตาย เพราะเหตุติดไปท่องเที่ยวตามที่ได้ซื้อตั๋วทัวร์ไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้คัดค้านตอบขัดข้องแล้ว ก็น่าจะเป็นฝ่ายกำหนดวันสะดวกแจ้งแก่ฝ่ายผู้ร้องบ้าง หาใช่ถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ร้องฝ่ายเดียวไม่ เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันกระทำภารกิจให้ลุล่วง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อผู้ร้องได้จัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเสนอศาลชั้นต้น ซึ่งผู้คัดค้านได้ไปขอถ่ายสำเนาแล้วคงค้านแต่เพียงทรัพย์สินรายการเดียวว่าไม่ใช่ มรดก ของผู้ตาย หากเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านและเบิกความรับว่าทรัพย์ มรดก ของผู้ตายทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้อง กับตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องโดยรับว่าผู้คัดค้านไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าของผู้ตายนับแต่ปี 2541 และผู้คัดค้านมีอายุถึง 80 ปี ในปี 2547 แล้วเช่นนี้ หากยังคงให้เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน การจัดการ มรดก จะยังคงมีปัญหาและไม่ลุล่วงตามที่ควรกรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตาย โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า นายรุ่งโรจน์ ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องในฐานะภริยาและผู้คัดค้านในฐานะบิดาของผู้ตายเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่ากรณีมีเหตุที่ควรถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกันกับผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นายทรงพล ทนายผู้ร้อง และนายเชษฐ์ ลูกจ้างผู้ร้องมาเบิกความว่า หลังศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกัน ผู้ร้องได้ติดต่อผู้คัดค้าน 3 เรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับการออกหนังสือคู่มือประจำปืนกล่าวคือ ผู้ตายขายโควต้าการนำเข้าอาวุธปืนให้กับร้านปืนโยธิน และต่อมาทางร้านปืนโยธินได้จำหน่ายอาวุธปืนที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศตามโควต้าของผู้ตายให้กับลูกค้ารวม 10 ราย จึงทำหนังสือให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการ มรดก ร่วมกันของผู้ตายลงนามในหนังสือมอบฉันทะ ดังรายละเอียดตามเอกสารหมาย ร.21 ถึง ร.23 โดยผู้ร้องให้นายเชษฐ์นำเอกสารไปให้ผู้คัดค้านลงนาม แต่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงนาม เรื่องที่ 2 คือเมื่อเดือนมีนาคม 2543 หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งคู่กรณีเป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกันแล้วผู้ร้องได้ทำบัญชีทรัพย์สินพร้อมมีจดหมายลงทะเบียนเชิญผู้คัดค้านมาประชุมเพื่อการจัดการ มรดก ในวันที่ 5 เมษายน 2543 แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมเซ็นชื่อรับจดหมาย วันที่ 30 มีนาคม 2543 ทนายผู้ร้องจึงโทรศัพท์แจ้งให้ทราบ แต่ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่ว่างในช่วงดังกล่าว วันที่ 10 เมษายน 2543 ฝ่ายผู้ร้องจึงทำบัญชีทรัพย์ มรดก แสดงต่อศาลชั้นต้นรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ร.13, ค.24 เรื่องที่ 3 ผู้ร้องได้ไปยื่นขอทำใบอนุญาตค้าอาวุธปืน แต่ผู้คัดค้านไปคัดค้าน ทำให้ทางราชการไม่ออกหนังสืออนุญาตโดยอ้างว่ากรณียังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของทายาท ฝ่ายผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้านนายวิชาญ ทนายผู้คัดค้าน นายสนิท นางอัมพร และนางอำไพ ซึ่งทั้งสามเป็นบุตรของผู้คัดค้านนายสถาปัตย์ มาเบิกความต่อสู้ว่าเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ยอมลงชื่อในเอกสารออกหนังสือคู่มือประจำปีตามที่ผู้ร้องติดต่อมาเพราะตรวจสอบแล้วปรากฏว่าอาวุธปืนดังกล่าวทำการซื้อขายกันในระหว่างที่กำลังมีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายส่วนเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ไปตามนัดเพื่อจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก เพราะผู้คัดค้านซื้อตั๋วไปท่องเที่ยวภาคใต้กับคณะทัวร์ไว้แล้วก่อนหน้านั้น สำหรับที่ผู้คัดค้านไปคัดค้านการขอใบอนุญาตค้าอาวุธปืนของผู้ร้องนั้น เพราะผู้คัดค้านก็ประสงค์จะได้ใบอนุญาตค้าอาวุธปืนเช่นกัน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1716 บัญญัติว่า หน้าที่ผู้จัดการ มรดก ที่ศาลตั้งให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว และมาตรา 1728 บัญญัติว่าผู้จัดการ มรดก ต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ภายในสิบห้าวันนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกัน คงมีแต่ฝ่ายผู้ร้องที่ขวนขวายจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก และติดต่อฝ่ายผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งแม้ผู้คัดค้านพอมีเหตุผลในข้อขัดข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ไปตามนัดเพื่อร่วมจัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเพราะเหตุติดไปท่องเที่ยวตามที่ได้ซื้อตั๋วทัวร์ไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้คัดค้านตอบขัดข้องแล้ว ก็น่าจะเป็นฝ่ายกำหนดวันสะดวกแจ้งแก่ฝ่ายผู้ร้องบ้าง หาใช่ถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ร้องฝ่ายเดียวไม่ เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันกระทำภารกิจให้ลุล่วง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบผู้ร้องได้จัดทำบัญชีทรัพย์ มรดก ของผู้ตายเสนอศาลชั้นต้น ซึ่งผู้คัดค้านได้ไปขอถ่ายสำเนาตามเอกสารหมาย ค.24 แล้วคงค้านแต่เพียงทรัพย์สินรายการที่ 5 คือ ตู้เหล็ก 1 ใบว่าไม่ใช่ มรดก ของผู้ตาย หากเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน และเบิกความรับว่าทรัพย์ มรดก ของผู้ตายทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้อง กับตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องโดยรับว่าผู้คัดค้านไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าอาวุธปืนของผู้ตายนับแต่ปี 2541 และผู้คัดค้านมีอายุถึง 80 ปี ในปี 2547 แล้วเช่นนี้ หากยังคงให้เป็นผู้จัดการ มรดก ร่วมกัน การจัดการ มรดก จะยังคงมีปัญหาและไม่ลุล่วงตามที่ควร กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ทั้งนี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง" พิพากษากลับให้ถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9217/2547 นางอัญชลี ทองศรี โจทก์ พันโทสุเทพ ทองศรี ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. ม. 1716 , ม. 1727 , ม. 1728