ฎีกาที่ 9018/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งตามคำฟ้องและจากการตรวจสอบของโจทก์ทั้งสามว่าเจ้า มรดก มีทรัพย์ มรดก เป็นที่ดิน 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก โอนให้แก่ตนเองเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์ มรดก อื่นอีก ดังนี้ ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182 (4) โดยไม่จำต้องทำการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อน และการที่ทรัพย์ มรดก มีเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับ มรดก ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 ถือว่าการจัดการ มรดก สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก เห็นว่าการจัดการ มรดก ไม่ชอบโจทก์ทั้งสามก็ฟ้องภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการ มรดก สิ้นสุดลง คือภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก ของนายชู ได้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นทรัพย์ มรดก ของนายชู ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบ วันที่ 29 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์ มรดก ให้แก่นางเมี้ยน และวันที่ 17 มีนาคม 2536 นางเมี้ยนได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นหลานผู้มีสิทธิรับ มรดก แทนที่นายจำนงค์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชูได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับส่วนแบ่ง มรดก ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนวันที่ 10 สิงหาคม 2535 วันที่ 29 กันยายน 2535 และวันที่ 17 มีนาคม 2536 ในสารบัญท้ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวคืนแก่กอง มรดก ของนายชู และให้จำเลยที่ 1 จัดการแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสาม เนื้อที่ประมาณ 201 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ) ให้ถือว่าสูญหาย ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินฉบับเดิม จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2535 ซึ่งจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์ มรดก ให้แก่ภริยานายชูก่อนโอนมาเป็นของจำเลยที่ 2 และขาดอายุความเพราะโจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปีหรือ 10 ปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2530 ซึ่งนายชู เจ้า มรดก ตาย สิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีไม่เกิน 83 ตารางวา ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยยังมิได้มีการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อนนั้นชอบหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า นายชู เจ้า มรดก มีทรัพย์ มรดก เป็นที่ดิน 1 แปลง ระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีเพื่อให้โจทก์ทั้งสามตรวจสอบหาทรัพย์ มรดก อื่นของเจ้า มรดก โจทก์ทั้งสามตรวจสอบแล้วแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า พบเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก โอนให้แก่ตนเองเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สิน มรดก อื่นอีก ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 (4) โดยไม่จำต้องทำการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อน และการที่ทรัพย์ มรดก มีเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการ มรดก จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับ มรดก ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 ถือว่าการจัดการ มรดก สิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้วเมื่อโจทก์ทั้งสามซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับ มรดก เห็นว่าการจัดการ มรดก ไม่ชอบโจทก์ทั้งสามก็ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 คือภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 เกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการ มรดก สิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9018/2547 นายอนันต์ ระวังเหตุ กับพวก โจทก์ นางทองคำ กิจดี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1733 ป.วิ.พ. ม. 24 , ม. 182 (4)