ฎีกาที่ 8740/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีขอจัดการ มรดก ประเด็นในคดีมีว่า ผู้ร้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการ มรดก หรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 และบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการ มรดก มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 1718 หรือไม่ ขณะเจ้า มรดก ถึงแก่ความตาย ซ. บุตรของเจ้า มรดก ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของ ซ. จึงไม่มีสิทธิรับ มรดก ของเจ้า มรดก ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของเจ้า มรดก อันจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการ มรดก โดยอ้างความเป็นทายาทได้ และเมื่อ ล. บุตรอีกคนหนึ่งของเจ้า มรดก ได้ยื่นคำร้องขอรับที่ดิน มรดก ซ. และ ถ. คัดค้าน แต่ต่อมา ซ. และ ถ. ได้ตกลงให้ ล. รับโอนที่ดิน มรดก ไปแต่ผู้เดียวและ ล. ได้ครอบครองทำกินโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน เช่นนี้ถือได้ว่า ซ. ถ. และ ล. ทายาทเจ้า มรดก ได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์ มรดก กันแล้วตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง หาก ซ. ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่อาจเรียกร้องที่ดิน มรดก ตามที่ตกลงแบ่งปันกันได้ จึงไม่มี มรดก ที่จะตกทอดแก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการ มรดก ได้เช่นกัน
ย่อยาว
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายทั้งสอง ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการ มรดก ของ นางเล็ก ผู้ตายด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายแสวง ผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายปลอด กับนางตั้น ผู้ตายทั้งสอง กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องคัดค้าน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายซอและนางเล็ก ซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว นายซอบิดาผู้ร้องและนางเล็ก มารดาผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของนายปลอด และนางตั้น ขณะมีชีวิตอยู่นายปลอดและนางตั้นมีทรัพย์สิน อันได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 10 ไร่ 3 งาน 64 ตารางวา เมื่อนายปลอดและนางตั้นถึงแก่ความตาย นางเล็กมารดาผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำขอโอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยมีนายซอบิดาผู้ร้องและนางโถ ซึ่งเป็นทายาทนายปลอดและนางตั้นเจ้า มรดก ยื่นคำคัดค้าน แต่หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2489 เจ้าพนักงานที่ดินได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่นางเล็กมารดาผู้คัดค้านทั้งสองโดยนายซอและนางโถยอมให้นางเล็กรับโอนแต่ผู้เดียว ต่อมานางเล็กมารดาของผู้คัดค้านทั้งสองถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ซึ่งบรรดาทายาทชั้นบุตรของนายปลอดและนางตั้นผู้ตายทั้งสองได้ถึงแก่ความตายไปหมดแล้วทุกคน คงเหลือแต่ทายาทชั้นหลานเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ ตามบัญชีเครือญาติและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร เอกสารท้ายคำแถลง ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองมีว่า กรณีสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการ มรดก ของนายปลอดและนางตั้นผู้ตายทั้งสองหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3437 ซึ่งเป็นทรัพย์ มรดก ของผู้ตายทั้งสองได้โอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของนางเล็ก มารดาผู้คัดค้านทั้งสองแล้ว จึงไม่มีทรัพย์ มรดก ใดเหลืออยู่อีกที่ผู้ร้องจะร้องขอเป็นผู้จัดการ มรดก ของผู้ตายทั้งสองได้ เห็นว่า คดีร้องขอจัดการ มรดก ประเด็นในคดีมีว่า ผู้ร้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ มีเหตุที่จะต้องตั้งผู้จัดการ มรดก หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 และบุคคลที่จะเป็นผู้จัดการ มรดก มีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 1718 หรือไม่ คดีนี้ขณะนายปลอดและนางตั้นเจ้า มรดก ทั้งสองถึงแก่ความตาย นายซอซึ่งเป็นบุตรของเจ้า มรดก ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของนายซอจึงไม่มีสิทธิรับ มรดก ของเจ้า มรดก ทั้งสอง ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของเจ้า มรดก ทั้งสองอันจะยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการ มรดก โดยอ้างความเป็นทายาท ครั้นเมื่อนางเล็กบุตรของเจ้า มรดก ทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอรับโอนที่ดิน มรดก ตามโฉนดเลขที่ 3437 นายซอและนางโถซึ่งเป็นบุตรของเจ้า มรดก ทั้งสองอีกคนหนึ่งได้ยื่นคำคัดค้าน ต่อมานายซอและนางโถได้ตกลงให้นางเล็กรับโอนที่ดิน มรดก ไปแต่ผู้เดียวและนางเล็กได้ครอบครองทำกินโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านเช่นนี้ ถือได้ว่านายซอ นางโถและนางเล็กทายาทเจ้า มรดก ทั้งสองได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์ มรดก กันแล้วตามมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง หากนายซอมีชีวิตอยู่ก็ไม่อาจเรียกร้องเอาที่ดิน มรดก ตามที่ตกลงแบ่งปันกันได้อีกจึงไม่มี มรดก ที่จะตกทอดแก่ผู้ร้องได้ ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการ มรดก ได้เช่นกัน ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่อง ค่าฤชาธรรมเนียมไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ แม้จะให้เป็นพับกันไปก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้แก้ไขในเรื่องนี้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8740/2547 นายแสวง แสงมุกดา โจทก์ นายกร ศิริวัฒน์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 1713 , ม. 1718 , ม. 1750 วรรคหนึ่ง