ฎีกาที่ 12487/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ที่ดิน ของจำเลยและ ที่ดิน ของมารดาและยายจำเลยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นแปลงใหญ่ จำเลยทราบดีว่า ท. ยายจำเลยขายฝาก ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็น ที่ดิน ส่วนหนึ่งของ ที่ดิน แปลงใหญ่และเป็น ที่ดิน ที่จำเลยได้ครอบครองทำกินอยู่ด้วยไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยคงทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทต่อมา ภายหลังจำเลยทราบด้วยว่า ท. ไม่ไถ่คืน กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ จำเลยก็ยังทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทตลอดมา จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครอง ที่ดิน พิพาทแทนโจทก์ ตราบใดที่จำเลยมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือโดยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือ ที่ดิน พิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 ฐานะการครอบครอบ ที่ดิน พิพาทของจำเลยก็คงมีตามเดิมไม่อาจจะถือได้ว่าจำเลยครอบครองเพื่อตนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จนเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงาน ที่ดิน ไปรังวัดสอบเขต ที่ดิน พิพาทและจำเลยคัดค้านการรังวัด อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 จึงจะพอถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือ ที่ดิน พิพาทนั้นแล้ว แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ออกจาก ที่ดิน ของโจทก์และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ออกจาก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 30505 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจาก ที่ดิน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2524 โจทก์รับซื้อฝาก ที่ดิน โฉนดเลขที่ 30505 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร จากนางทองย้อยซึ่งเป็นยายจำเลยในราคา 150,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 1 ปี เมื่อครบกำหนดขายฝากแล้วไม่มีการไถ่คืน ที่ดิน พิพาทแปลงนี้แต่เดิมจำเลยเข้าไปขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกผักกระเฉด เลี้ยงบัว และผลไม้อื่น ๆ เพื่อเป็นอาชีพของจำเลยอยู่ก่อนแล้ว ครั้นต่อมาเมื่อครบกำหนดขายฝากไม่มีการไถ่คืน จำเลยทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทเรื่อยมา จนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงาน ที่ดิน ไปรังวัดสอบเขต ที่ดิน พิพาทจำเลยโต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์หมดทั้งแปลง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยครอบครองปรปักษ์ ที่ดิน พิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ที่ดิน ของจำเลยและ ที่ดิน ของมารดาและยายจำเลยตั้งอยู่ในละแวกเดียวกันเป็นแปลงใหญ่ และจำเลยก็ทราบดีว่านางทองย้อยยายจำเลยขายฝาก ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็น ที่ดิน ส่วนหนึ่งของ ที่ดิน แปลงใหญ่และเป็น ที่ดิน ที่จำเลยได้ครอบครองทำกินอยู่ด้วยไว้แก่โจทก์ แต่จำเลยคงทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทต่อมา ภายหลังจำเลยทราบด้วยว่านางทองย้อยไม่ไถ่คืนกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยก็ยังทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทตลอดมา ดังนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยครอบครอง ที่ดิน พิพาทแทนโจทก์ ตราบใดที่จำเลยมิได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือโดยบอกกล่าวต่อโจทก์ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะยึดถือ ที่ดิน พิพาทแทนโจทก์อีกต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 แล้ว ฐานะการครอบครอง ที่ดิน พิพาทของจำเลยก็คงมีตามเดิม ไม่อาจจะถือได้ว่าจำเลยครอบครองเพื่อตนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ดังจำเลยอ้างจนเมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงาน ที่ดิน ไปรังวัดสอบเขต ที่ดิน พิพาทและจำเลยคัดค้านการรังวัด อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2537 จึงจะพอถือได้ว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือ ที่ดิน พิพาทนั้นแล้วแต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยเข้าไปทำกินอยู่ใน ที่ดิน พิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธินั้น เมื่อโจทก์สามารถหาผลประโยชน์โดยทำสวนกล้วยไม้ใน ที่ดิน พิพาท และ ที่ดิน พิพาทของโจทก์มีเนื่อที่ถึง 1 ไร่เศษ นับว่าเป็น ที่ดิน แปลงใหญ่พอสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลียนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12487/2547 นายสุรสิทธิ์ ต่อแสงเฉลิม โจทก์ นางสาวจิตรา มีสมรูป จำเลย ป.พ.พ. ม. 491 , ม. 1381 , ม. 1382