ฎีกาที่ 7847/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลเยาวชนและ ครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกัน ดังนั้น ความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 22 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลเยาวชนและ ครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 สมรสกันตามคำสั่งศาลเยาวชนและ ครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 และใบสำคัญการสมรส ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2547 ดังนี้ สำหรับความผิดในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก จำเลยไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในวรรคแรก ถ้าเป็นการกระทำที่ชายกระทำกับเด็กหญิงอายุกว่า 13 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กหญิงนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ชายและเด็กหญิงนั้นสมรสกัน ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 เพื่อการอนาจารก็ตาม แต่จำเลยติดต่อคบหากับผู้เสียหายที่ 1 อย่างคนรัก พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้สมรสกับผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ศาลเยาวชนและ ครอบครัว จังหวัดนครสวรรค์อนุญาต และอยู่กินกันฉันสามีภริยา โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ประสงค์จะให้จำเลยต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ดังนั้น การที่จะปราณีจำเลยด้วยการรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติจำเลยไว้ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่จะลงโทษจำคุกจำเลยไปเสียทีเดียว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ปรับจำเลยกระทงละ 5,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 25,000 บาท อีกสถานหนึ่ง เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงปรับ 12,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7847/2547 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายเฉลิมศักดิ์ กันเพ็ชร จำเลย ป.อ. ม. 277 ป.วิ.อ. ม. 185 , ม. 215 , ม. 225