ฎีกาที่ 7546/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 102
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 102 ภายใต้บังคับมาตรา 105 ในกรณีที่จะมีการปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนซึ่งได้รับการกักและอบรมหรือฝึกและอบรมในสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรมที่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 20 (2) ค...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 104
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 104 ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษอาญาหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ดังต่อไปนี้ (1) เปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อคว...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 121
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 121 คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 (ยกเลิก) มาตรา 122
พ.ศ. 2534 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 122 ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุ...
ย่อสั้น
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) แต่จำเลยมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและ ครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและ ครอบครัว อนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ซึ่งจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว อนุญาตแล้ว การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว มีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ไม่จำต้องขออนุญาต ให้ยกคำร้องแล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว จึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาจึงให้ยกฎีกา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิจารณาแล้วให้ ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์ อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และขอให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83, 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้ยานพาหนะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 เมื่อคำนวณแล้วเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมสามกระทงจำคุก 16 ปี 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยคิดหักวันที่ถูกควบคุมตัวให้ด้วย ให้ริบรถจักรยานยนต์ อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว วินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 10 เดือน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และ วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 ประกอบมาตรา 105 โดยวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (1) แห่ง ป.อ. เป็นกักและอบรมในสถานกักและอบรมของสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบรูณ์ ส่วนมาตรา 104 (2) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็น ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิต ตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบรูณ์เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกักและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่แตกต่างไปจากวิธีการฝึกและอบรม ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) และ (3) บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์ วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 และ 105 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษา หรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี หรือการกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและ อบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี แม้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาฝึกและ อบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี ก็หาใช่เป็นการกักและอบรมที่ระบุเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 121 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตราดังกล่าว แต่จำเลยยังมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและ ครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและ ครอบครัว อนุญาตให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 122 ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว มีคำสั่งว่า "ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) และ (3) ตอนท้าย ไม่จำต้องขออนุญาตตามมาตรา 122 ให้ยกคำร้อง" เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น มิได้ผ่านขั้นตอนการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว จึงไม่ชอบ พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว และยกคำสั่ง ศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีไปให้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว พิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2547 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัว โจทก์ นายฉัตรชัย เที่ยงธรรม จำเลย ป.วิ.พ. ม. 242 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2) , ม. 102 , ม. 121 , ม. 122