ฎีกาที่ 7738/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้ยืมเงินและ จำนอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 974,629 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่ จำนอง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจะเห็นว่าตามสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ มูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมและสัญญา จำนอง เช่นเดียวกัน ฟ้องคดีนี้ก็ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญา จำนอง แล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระให้เสร็จสิ้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่ระงับ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางยี่ขัน จำนวนเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้กู้ยืมตามสัญญา จำนอง ที่ดิน เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 105,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่ให้เกิน 5,280 บาท จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยกู้ยืมเงินและนำที่ดินมา จำนอง เป็นประกันไว้แก่โจทก์ กำหนดไถ่ถอน จำนอง ภายใน 1 ปี และในวันดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 ตรงกับวันครบกำหนดไถ่ถอน จำนอง ให้แก่โจทก์ ครั้นครบกำหนดจำเลยไม่ชำระหนี้และไถ่ถอน จำนอง โจทก์ได้นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดชำระหนี้ตามหนังสือสัญญา จำนอง ต่อศาลชั้นต้นตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 และระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว โจทก์ได้ฟ้องคดีนี้ให้จำเลยรับผิดตามเช็คพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญากู้ยืมเงินและ จำนอง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 974,629 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่ จำนอง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับมูลฟ้อง และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องเรื่องเดียวกัน แม้มูลหนี้จะสืบเนื่องมาจากการกู้ยืมและสัญญา จำนอง เช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 12537/2541 ของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญา จำนอง ที่ดิน และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยจนศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญา จำนอง ดังกล่าวแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ในคดีนี้อีก จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ศาลจะพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ตามหนังสัญญา จำนอง ดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ชำระให้เสร็จสิ้น มูลหนี้ตามเช็คพิพาทยังไม่ระงับ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7738/2547 นางวิภาพร วัชระศิริไพโรจน์ โจทก์ นายภักดี ศุภวัฒนานันท์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 321 วรรคท้าย ป.วิ.พ. ม. 173