ฎีกาที่ 4185/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
คู่ความแถลงรับกันว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่บางส่วนอยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งจำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครอง ปรปักษ์แล้ว ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่คู่ความแถลงรับกันดังกล่าวก็มิใช่ว่าจำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ เสมอไป ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียก่อนที่จะไปสู่ประเด็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ถูกต้อง แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาก็ไม่จำต้องถือตาม ทั้งมีอำนาจกำหนดประเด็นใหม่ให้ถูกต้องและวินิจฉัยไปตามนั้นได้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ จำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่อีก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยซื้อมาจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยได้ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออกส่วนหนึ่ง โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไปจึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป แต่จำเลยเพิกเฉย หากโจทก์นำที่ดินไปให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดิน และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไป จำเลยให้การว่า นางซะ มารดาของจำเลยปลูกบ้านอยู่บนที่งอกริมตลิ่งหน้าที่ดินของโจทก์ และด้านหลังบ้านรุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าวด้านทิศตะวันออกคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 15 ตารางวา นางซะครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 50 ปี จนกระทั่งถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2525 จำเลยได้ครอบครองต่อมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์ โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1330 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านออกไป ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น บ้านของจำเลยบางส่วนปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทและบางส่วนปลูกอยู่บนที่งอกริมตลิ่งของที่ดินพิพาท ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์หรือไม่ เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็น โจทก์ก็มิได้คัดค้าน ทั้งการที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องได้เพราะโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสอบคู่ความแล้วรับกันว่าบ้านของจำเลยปลูกอยู่ริมแม่น้ำและขวางอยู่หน้าที่ดินโฉนดพิพาท โดยบริเวณที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่บางส่วนเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินโฉนดพิพาท และบางส่วนอยู่ใน ที่ดินโฉนดพิพาท ซึ่งจำเลยได้ครอบครองมาโดยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 10 ปี ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงข้อเดียวว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ ดังนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการ ครอบครองปรปักษ์ แล้วซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่คู่ความแถลงรับกันดังกล่าวก็มิใช่ว่าจำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ เสมอไป ศาลชั้นต้นจึงต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ หรือไม่เสียก่อนที่จะไปสู่ประเด็นที่ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่อันเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์กันระหว่างผู้ได้กรรมสิทธิ์มาแตกต่างกัน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไม่ถูกต้องเช่นนี้ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาก็ไม่จำต้องถือตาม ทั้งมีอำนาจกำหนดประเด็นใหม่ให้ถูกต้องและวินิจฉัยไปตามนั้นได้ เมื่อจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ไว้ด้วย จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการ ครอบครองปรปักษ์ ที่จำเลยยังคงครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อนย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตหรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4185/2547 นายประสิทธิ์ ปรีชาพืช โจทก์ นางสาวอุดม จารุจันทร์ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1382 ป.วิ.พ. ม. 142 , ม. 183 , ม. 247