ฎีกาที่ 2722/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 โดยการ ครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ตามคำสั่งศาล แล้วนำคำสั่งศาลไปจดทะเบียนการได้มาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 แต่ปรากฏว่าเป็นที่ดินที่ออกทับซ้อนกับที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 5087 ที่ได้ออกโฉนดมาตั้งแต่ปี 2496 และมีการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสายจนถึงโจทก์ โดยโจทก์ซื้อมาเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2532 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต การได้มาของจำเลยเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และในขณะที่จำเลยได้มาโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว แต่จำเลยยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสองได้ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่นับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เมื่อยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร และห้ามมิให้จำเลยอาศัยคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 747/2534 เรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์โดยการ ครอบครองปรปักษ์ ใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ตำบลอำแพง อำเภอบ้านแพ้ว (เมือง) จังหวัดสมุทรสาคร ในปี 2519 บิดาจำเลยได้ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ให้จำเลย จำเลยเข้าครอบครองโดยความสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 โดยการ ครอบครองปรปักษ์ เมื่อปี 2534 หลังจากซื้อที่ดินแล้วโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 ในปี 2537 โจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของจำเลย จำเลยคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินจึงยกเลิกการรังวัดสอบเขต จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 จำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 4 มกราคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 โดยซื้อมาจาก ป. เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2532 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 จำเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ตามคำสั่งศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 747/2534 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2534 และจำเลยนำคำสั่งศาลดังกล่าวไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 เป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 หรือไม่ เห็นว่า? พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนัก ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลยฟังได้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 ได้ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 จึงเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 หาใช่เป็นที่ดินคนละแปลงตามที่จำเลยอ้างไม่ เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 ได้มีการออกโฉนดที่ดินตั้งแต่ปี 2496 และได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องกันมาโดยไม่ขาดสายจนถึง ป. และ ป. ได้จดทะเบียนขายให้โจทก์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2532 โจทก์จึงมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว เมื่อจำเลยมิได้ต่อสู้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่ากระทำการโดยสุจริต และเมื่อเป็นการซื้อขายจึงย่อมมีค่าตอบแทน แม้จำเลยจะได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 โดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 โดยคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2534 แต่ก็เป็นการได้มาภายหลังที่โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 โดยเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว เมื่อการได้ที่ดินของจำเลยดังกล่าวเป็นการได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรมและในขณะที่ได้มาโจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 จากเจ้าของที่ดินเดิมแล้ว แต่จำเลยยังมิได้จดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง ได้ แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 ต่อมาก็ต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองใหม่นับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท เมื่อยังไม่ครบ 10 ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 5087 เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1338 อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2722/2547 นายอำนวย คำมา โจทก์ นายปัญญา สมตน จำเลย ป.พ.พ. ม. 1299 , ม. 1382