ฎีกาที่ 7793/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ยกเลิก) มาตรา 97
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 97 ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโท...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ยกเลิก) มาตรา 102
พ.ศ. 2522 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 102 บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความ...
ย่อสั้น
การที่จำเลยต่อสู้ขัดขืนการจับกุมและใช้กรรไกรแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจ ร. หลายครั้ง แต่ปรากฏว่าการแทงครั้งแรกถูกจ่าสิบตำรวจ ร. ที่ท้องแต่ไม่เข้า เมื่อกอดปล้ำกันจำเลยได้แทงที่ไหล่ขวาจนเสื้อขาดและไม่เข้าอีกเช่นกัน แสดงว่ามิใช่เป็นการแทงโดยแรง หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้กรรไกรแทงที่กระเดือกและคอจ่าสินตำรวจ ร. มีเลือดไหลที่บริเวณกระเดือกเห็นได้ว่าขณะจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจ ร. นั้นเป็นการแทงขณะจำเลยและจ่าสิบตำรวจ ร. ต่อสู้กอดรัดกัน และเป็นการแทงเพื่อที่จำเลยจะหลบหนี จำเลยจึงอยู่ในภาวะที่ไม่มีโอกาสเลือกแทงอวัยวะส่วนใดของจ่าสิบตำรวจ ร. ได้ อาวุธที่จำเลยใช้แทงจ่าสิบตำรวจ ร. เป็นกรรไกรขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แม้จำเลยจะใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจ ร. หลายครั้ง แต่จ่าสิบตำรวจ ร. มีบาดแผลที่คอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเพียงแห่งเดียว บาดแผลดังกล่าวเป็นเพียงรอยถลอกยาว 0.5 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วันหาย พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่า จ่าสิบตำรวจ ร. จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายจ่าสิบตำรวจ ร. เพื่อให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยยังมีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายอีกด้วย
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 92, 138, 288, 289 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 เพิ่มโทษจำเลยและริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่และพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม)), 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้ว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง กับมาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วางโทษจำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายและฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) จำเลยให้การรับสารภาพฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี 9 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 40 ปี 15 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 99 เม็ด และกรรไกรปลายแหลมของกลาง ให้คืนกระเป๋าสตางค์หนังสีดำ เงินจำนวน 2,070 บาท และมีดพกปลายแหลมของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุกจำเลย 4 ปี 15 เดือน ยกฟ้องฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จ่าสิบตำรวจรัง เทียมทิม กับพวกเข้าจับกุมจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยไม่ยินยอมให้จับกุมโดยต่อสู้ขัดขวางการจับกุมและจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บปรากฏตามใบรับรองการเจ็บป่วย เอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความผิดฐานพยายาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจรังว่า เมื่อไปถึงห้างนาที่เกิดเหตุเห็นจำเลยอยู่บนห้างนาจึงเรียกจำเลยลงมาจากห้างนา และเข้าตรวจค้นตัวจำเลย พบธนบัตรจำนวนหนึ่งและมีดปลายแหลมที่ตัวจำเลย เมื่อพาจำเลยขึ้นไปบนห้างนาได้พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 99 เม็ด ที่บนห้างนา จ่าสิบตำรวจรังจึงเข้าจับกุมจำเลย จำเลยไม่ยอมให้จับกุมและใช้กรรไกรแทงที่ท้องจ่าสิบตำรวจรัง กรรไกรติดหน้าท้องแต่ไม่เข้าเนื้อ จ่าสิบตำรวจรังผลักจำเลยออกมา จำเลยจึงใช้กรรไกรแทงที่ไหล่ด้านขวามีการต่อสู้กันจำเลยใช้กรรไกรแทงที่บริเวณลูกกระเดือกและบริเวณคอจนเลือดไหล เห็นว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยเก็บเมทแอมเฟตามีนไว้บนห้างนา เมื่อจ่าสิบตำรวจตรีรังกับพวกค้นพบ จำเลยกลัวจ่าสิบตำรวจรังกับพวกจับกุม จึงต่อสู้ขัดขืนการจับกุมและใช้กรรไกรแทงทำร้ายจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้ง แต่ปรากฏว่าการแทงครั้งแรกถูกจ่าสิบตำรวจรังที่ท้องแต่ไม่เข้า เมื่อกอดปล้ำกันจำเลยได้แทงที่ไหล่ขวาจนเสื้อขาด แสดงว่าไม่เข้าอีกเช่นกัน มิใช่เป็นการแทงโดยแรง หลังจากนั้นจำเลยได้ใช้กรรไกรแทงที่กระเดือกและคอจ่าสิบตำรวจรังมีเลือดไหลที่บริเวณกระเดือก เห็นได้ว่าขณะจำเลยใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังนั้นเป็นการแทงขณะจำเลยและจ่าสิบตำรวจรังต่อสู้กอดรัดกัน และเป็นการแทงเพื่อที่จำเลยจะหลบหนี จำเลยจึงอยู่ในภาวะที่ไม่มีโอกาสเลือกแทงอวัยวะส่วนใดของจ่าสิบตำรวจตรีรังได้ อาวุธที่จำเลยใช้แทงจ่าสิบตำรวจรังตามภาพถ่ายหมาย จ.4 ตัวกรรไกรกว้างประมาณ 0.5 นิ้ว ยาวประมาณ 4.5 นิ้ว ด้ามยาวประมาณ 2.5 นิ้ว เป็นกรรไกรขนาดไม่ใหญ่ ไม่ใช่อาวุธโดยสภาพ แม้จำเลยจะใช้กรรไกรแทงจ่าสิบตำรวจรังหลายครั้ง แต่จ่าสิบตำรวจรังมีบาดแผลที่คอซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญเพียงแห่งเดียว บาดแผลดังกล่าวเป็นเพียงรอยถลอกยาว 0.5 เซนติเมตร แพทย์ลงความเห็นว่ารักษาประมาณ 7 วันหาย ตามใบรับรองการเจ็บป่วยเอกสารหมาย จ.6 พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่า จ่าสิบตำรวจรัง จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายจ่าสิบตำรวจรังเพื่อให้พ้นจากการจับกุมเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยามยาม ฆ่า เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และจำเลยยังมีความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายอีกด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 296 ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7793/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก โจทก์ นายปรีชา อ้นทองทิม จำเลย ป.อ. ม. 138 , ม. 296 ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย