ฎีกาที่ 3272/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายมีหน้าที่บริหารงานขาย จำเลยที่ 1 มอบรถยนต์ของโจทก์ให้ลูกค้า แล้วลูกค้าได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำสัญญาเช่าซื้อเพื่อเป็นประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังนั้น หนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 164,701.29 บาท และค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ในต้นเงิน 224,701.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้ชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายประจำโชว์รูมสาขาบางนา นางสาวกัลยาพนักงานขายประจำสาขาได้ขายรถยนต์คันพิพาทของโจทก์ให้แก่นางสาวสมลักษณ์ แต่นางสาวสมลักษณ์ได้รับรถยนต์ไปแล้ว ยักยอก รถยนต์คันดังกล่าวไปโดยไม่มาทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ ในที่สุดโจทก์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายขาย ผู้ช่วยฝ่ายขายและพนักงานขายร่วมกันรับผิดชดใช้ราคารถยนต์ เมื่อหักส่วนของผู้ร่วมรับผิดแล้วคงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบผ่อนใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคารถยนต์ที่สูญหายในรูปของสัญญาเช่าซื้อตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้เช่าซื้อรถยนต์และไม่ได้รับรถยนต์จากโจทก์ ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์สูญหายไปแล้ว สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์คันพิพาทหรือใช้ราคารถยนต์ ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์ใด ๆ และดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 167,553.20 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 119,646.28 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 30,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืน แต่ไม่เกิน 10 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาบางนามีหน้าที่บริหารงานการขาย เมื่อปี 2535 นางสาวกัลยา พนักงานขายประจำสาขาบางนา ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่นางสาวสมลักษณ์ หลังจากส่งมอบรถยนต์พิพาท นางสาวสมลักษณ์ได้นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป โจทก์ได้ส่งพนักงานมาสอบสวนข้อเท็จจริง ในที่สุดให้จำเลยที่ 1 และนางสาวกัลยาร่วมกันรับผิดในความเสียหายของรถยนต์พิพาทโดยให้นางสาวกัลยารับผิดเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งหมดโดยให้ทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์และผ่อนชำระโดยหักเงินเดือนของจำเลยที่ 1 ทุกเดือน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 14 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า การทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวเป็นการประกันการทำงานที่ผิดพลาดของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากการมอบรถยนต์พิพาทให้นางสาวสมลักษณ์ไป แล้วนางสาวสมลักษณ์นำรถยนต์พิพาทหลบหนีไป เป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดโดยทำเป็นสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จึงเป็นการทำสัญญาเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังนั้นหนี้อันเกิดจากความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ และการที่จำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทก็เพื่อยอมรับผิดชำระหนี้ค่ารถยนต์พิพาทแก่โจทก์ ถือว่าโจทก์ได้ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3272/2547 บริษัทสยามกลการ จำกัด โจทก์ นายคงวัฒน์หรือเทพรักข์ ด่านบุญเรือน กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 572