ฎีกาที่ 3336-3337/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
โจทก์ที่ 1 ส่งสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงินโดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาลแต่พนักงานสอบสวนรับรอง สำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ ทั้งจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น ศาลรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 238 จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำขอกู้เงินในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่า ช. ถึงแก่ความตายแล้ว ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมปลอมคำขอกู้และหนังสือกู้เงินและไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินราย ช. หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ชอบแล้ว บ. เผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้ บ. เผาบัญชีเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะ บ. ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่กรณีเป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้ บ. เป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม
ย่อยาว
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 188, 264, 265, 268, 352, 353 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอม กับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้บัญชีเงินกู้ปลอม อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264, 265, 268 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188, 86 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐาน ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุก 1 ปี ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาร่วมกันปลอมและใช้คำขอกู้เงินปลอมกับปลอมและใช้หนังสือกู้เงินปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิจารณาแล้วที่จำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ที่ 1 นำส่งศาลเพียงสำเนาคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน โดยไม่ได้ส่งต้นฉบับต่อศาล จึงไม่อาจรับฟังได้นั้น เห็นว่า สำเนาเอกสารที่ส่งต่อศาลนั้น พนักงานสอบสวนได้รับรองสำเนาถูกต้องโดยไม่ปรากฏว่าสำเนานั้นไม่ตรงกับต้นฉบับ อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ศาลจึงรับฟังสำเนาเอกสารนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 238 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อสมาชิกสหกรณ์การเกษตรขาณุวรลักษบุรี จำกัด โจทก์ที่ 2 ขอกู้เงิน พนักงานสินเชื่อ จะสอบถามสมาชิกแล้วกรอกข้อความในคำขอกู้ให้สมาชิกที่ขอกู้ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน จากนั้นเสนอต่อผู้จัดการตรวจสอบ เมื่อเห็นว่าถูกต้อง ผู้จัดการจะลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ส่งคืนให้แก่พนักงานสินเชื่อเพื่อนำเสนอให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกู้โจทก์ที่ 2 ต่อไป จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในคำขอกู้และหนังสือกู้เงิน ดังกล่าวไปในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการณ์แทนผู้จัดการ โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่านายเชื่อมถึงแก่ความตายแล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาคดีในศาลว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ ร่วมปลอมคำขอกู้เงินและหนังสือกู้เงินและไม่ได้ใช้คำขอกู้และหนังสือกู้เงินปลอม จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง นั้นชอบแล้ว ส่วนกรณีจำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาทำลายบัญชีเงินกู้ของโจทก์ที่ 2 จะลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใดนั้น ป.อ. มาตรา 84 บัญญัติว่า "ผู้ใด ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด" และวรรคสองบัญญัติว่า " ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ ถ้าความผิดมิได้กระทำลง ไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทำ ยังไม่ได้กระทำหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียงหนึ่งในสามของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น " หมายความว่าผู้ใช้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้รู้ว่าการกระทำตามที่ถูกใช้เป็นความผิด หากผู้ถูกใช้กระทำความผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ หากผู้ถูกใช้ไม่กระทำผิดตามที่ถูกใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษหนึ่งในสามของโทษที่กำหนด คดีนี้นางบังอรเป็นนักการภารโรงไม่มีส่วนได้เสียในบัญชีเงินกู้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ว่าจ้างหรือให้ประโยชน์แก่นางบังอรในการเผาทำลายบัญชีเงินกู้ จึงไม่มีเหตุที่นางบังอรต้องเผาบัญชีเงินกู้ หากนางบังอรทราบว่าการเผาทำลายบัญชีเงินกู้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นางบังอรก็คงไม่กระทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 เนื่องจากนางบังอรอาจต้องรับโทษโดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่นางบังอรยอมเผาบัญชีเงินกู้ตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา คงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นางบังอรเผาบัญชีเงินกู้นั้น จึงไม่ใช่เป็นการใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด เพราะนางบังอรผู้ถูกใช้ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้นางบังอรเป็นเครื่องมือของจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเองโดยอ้อม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยที่ 1ใช้ให้นางบังอรกระทำความผิด แต่ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในคำฟ้องในสาระสำคัญ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสาร พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำลายเอกสารนั้นชอบแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 188 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐาน ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานทำลายเอกสาร จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3336 - 3337/2547 พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นางสุนีย์ ถิ่นเถื่อน กับพวก จำเลย ป.อ. ม. 83 , ม. 84 ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง , ม. 238