ฎีกาที่ 1847/2547
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางข้อกำหนดให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรม มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) นั้น ไม่อาจบังคับได้เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ 18 ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจึงไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้ 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ แม้โจทก์และจำเลยจะไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ก็ตาม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 339 และ 340 ตรี กับให้จำเลยใช้หรือคืนเงินจำนวน 500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม , 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ และไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ประกอบรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรพิพากษาลงโทษ แต่ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมามีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ขณะที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของพวกจำเลย ผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมา พวกของจำเลยจึงเลี้ยวรถกลับและขับตามรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจนทันแล้วพวกของจำเลยใช้เท้าถีบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนล้มลง พวกของจำเลยลงไปทำร้ายผู้เสียหายและชิงเอาเงิน 500 บาท กับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายตามรถจักรยานยนต์ที่จำเลยขับหลบหนีไป ระยะเวลาที่พวกของจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์ไปทำร้ายผู้เสียหายแล้วชิงเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปนั้น มีระยะเวลานานพอที่ผู้เสียหายจะจดจำจำเลยกับพวกได้ และหากจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกของจำเลยกระทำความผิดแล้วจำเลยก็น่าจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปแต่ต้นเพื่อแสดงว่าจำเลยมิได้มีส่วนรู้เห็นกับการที่พวกของจำเลย ชิงทรัพย์ ผู้เสียหาย แต่จำเลยยังคงนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ในลักษณะมองไปทางด้านซ้ายด้านขวา อันเป็นลักษณะการดูต้นทางและระมัดระวังมิให้ผู้อื่นมาขัดขวางการกระทำของจำเลยกับพวก จึงเป็นการที่จำเลยกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ พฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วางข้อกำหนดให้ส่งจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 (5) นั้น เห็นว่า ข้อกำหนดข้างต้นไม่อาจบังคับได้เนื่องจากจำเลยมีอายุครบ 18 ปี ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีเห็นสมควรให้รอการกำหนดโทษไว้ และคุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ส่งจำเลยไปฝึกและอบรม แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ 3 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยไว้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกสามเดือนต่อครั้งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 106 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2547 พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายดาวเรือง อันพิมพา จำเลย ป.อ. ม. 74 (5) , ม. 75 ป.วิ.อ. ม. 212 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 106 (3)