ฎีกาที่ 2575/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ จะระบุว่า หากผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้โดยทันที และยินยอมให้เจ้าของทำการยึด และเข้าครอบครองรถยนต์นั้นก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาตั้งแต่งวดที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งโจทก์ก็ยินยอมรับไว้ แม้โจทก์จะคิดค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ทุกงวดที่ล่าช้าก็ตาม แต่หลังจากโจทก์ยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาแล้ว โจทก์ยังยินยอมรับเงินค่า เช่าซื้อ งวดที่ 7 และ ที่ 8 พร้อมค่าปรับ พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระค่า เช่าซื้อ ในสัญญา เช่าซื้อ ดังกล่าวเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ดังนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ทั้งก่อนที่โจทก์จะไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนก็ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอรับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน แสดงว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งการยึดนั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระงวดที่ 9 ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรดังบทบัญญัติดังกล่าว การที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาเพราะเหตุดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ก็โต้แย้งการยึด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกสัญญา เช่าซื้อ แล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่า เช่าซื้อ แทนค่าปรับที่ได้รับไว้แก่จำเลยที่ 1
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญา เช่าซื้อ รถยนต์จากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่า เช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โดยติดตามยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน แล้วนำออกประมูลขายทำให้โจทก์เสียหายขาดราคารถยนต์และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ให้บุคคลอื่นเช่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 320,594 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้โจทก์ชำระเงิน 235,527 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 14,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจะต้องรับผิดหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ตามสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 5 (ก) ระบุว่าหากผู้ เช่าซื้อ ผิดนัดชำระค่า เช่าซื้อ ไม่ว่างวดหนึ่งงวดใด ให้เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ ได้โดยทันที และยินยอมให้เจ้าของทำการยึด และเข้าครอบครองรถยนต์นั้นก็ตาม แต่ก็ได้ความจากนายนิคม ต่างสกุล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ แก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาตั้งแต่งวดที่ 2 ถึงที่ 8 ซึ่งโจทก์ก็ยินยอมรับไว้ แม้โจทก์จะคิดค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ทุกงวดที่ล่าช้าก็ตาม แต่หลังจากวันที่ 28 มกราคม 2541 อันเป็นวันที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาแล้ว โจทก์ยังยินยอมรับเงินค่า เช่าซื้อ งวดที่ 7 และที่ 8 พร้อมค่าปรับในวันที่ 29 มกราคม 2541 พฤติการณ์ดังกล่าวของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาชำระค่า เช่าซื้อ ในสัญญา เช่าซื้อ ข้อ 5 (ก) เป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ดังนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาก็จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ทั้งก่อนที่โจทก์จะบอกเลิกสัญญา เช่าซื้อ โจทก์ได้ไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนในวันที่ 28 มกราคม 2541 ก็ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ไปติดต่อขอรับรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืน แสดงว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งการยึดนั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญา เช่าซื้อ ต่อกัน เมื่อโจทก์ไม่ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ชำระค่า เช่าซื้อ ที่ค้างชำระงวดที่ 9 ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ภายในกำหนดระยะเวลาพอสมควรดังบทบัญญัติดังกล่าว การที่โจทก์ไปยึดรถยนต์ที่ เช่าซื้อ คืนมาเพราะเหตุดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ก็โต้แย้งการยึด โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเลิกสัญญา เช่าซื้อ แล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเงินค่า เช่าซื้อ และค่าปรับที่ได้รับไว้แก่จำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์คืนเงินค่า เช่าซื้อ และค่าปรับรวม 235,527 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โดยหักเป็นค่าเช่าจากการใช้รถยนต์ของจำเลยที่ 1 เสียก่อน จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 320,594 บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 320,594 บาท ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเกินกว่าจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำนวน 85,067 บาท จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ คงให้โจทก์ชำระเงิน 235,527 บาท แก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เพราะเป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2575/2546 บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายกิตติ เมธีภัทรากูล กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 387 , ม. 391 วรรคหนึ่ง , ม. 572 , ม. 574