ฎีกาที่ 10252/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
เอกสารหมาย จ. 4 เป็นเอกสารที่โจทก์อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ 15 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ดังนั้น แม้ไม่มีพยานโจทก์ปากใดเบิกความถึงเอกสาร ดังกล่าว โจทก์ย่อมสามารถหยิบยกเอกสารดังกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ เอกสารหมาย จ. 4 เป็นหนังสือทั่วไปที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 แจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการ ของธนาคารจำเลยที่ 4 รวมทั้งแจ้งถึงผู้จัดการธนาคารอื่นว่า จำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นตามบัญชีรายชื่อผู้ค้างชำระภาษีอากรดังกล่าว มีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารหรือไม่ หากมีเป็นเงินฝากประเภทใด เลขที่บัญชีใด จำนวนเท่าใด แล้วแจ้งให้สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 ทราบ โดยไม่ได้แจ้งว่าโจทก์กำลังจะบังคับชำระหนี้ ที่ดิน พิพาทที่จำเลยที่ 1 จำนองไว้กับจำเลยที่ 4 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 รู้ว่าจำเลยที่ 1 โอน ที่ดิน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนรับจำนอง ที่ดิน พิพาทโดยมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ 4 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต ก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉล การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ย่อมไม่กระทบถึงสิทธิของจำเลยที่ 4 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 238
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขาย ที่ดิน โฉนดเลขที่ 62982 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนจำนอง ที่ดิน แปลงดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 โดยให้กลับเป็น ที่ดิน ของจำเลยที่ 1 ดังเดิม โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่โอน ที่ดิน แปลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ที่ดิน ตามฟ้อง จดทะเบียนขายให้จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 4 จริง แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน? จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่เคยทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง การรับจำนอง ที่ดิน แปลงพิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นไปโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนมิได้รู้ถึงความจริงว่าเป็นเหตุให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีนี้ โจทก์มิได้ใช้สิทธิทางศาลภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันทำนิติกรรมซื้อขาย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอน ที่ดิน โฉนดเลขที่ 62982 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ได้จดทะเบียน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 ให้กลับเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ ออกค่าใช้จ่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ศาลภาษีอากรกลางรับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามธุระกิจ 94 โดยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ห้างดังกล่าวและจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) จากโจทก์ ให้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม คิดถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 7,000,000 บาทเศษ ห้างดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ที่ดิน โฉนดเลขที่ 62982 ตำบลบางแก้ว (บางนา) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีชื่อ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนอง ที่ดิน แปลงดังกล่าวแก่จำเลยที่ 4 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซื้อ ที่ดิน แปลงดังกล่าว จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย ที่ดิน พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น เป็นบุคคลภายนอกรับจำนอง ที่ดิน พิพาทโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดี การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลย ที่ 4 พิพากษายกฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 4 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 รับจำนอง ที่ดิน พิพาทจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตก่อนฟ้องคดีขอเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิจารณาคดีที่ศาลภาษีอากรกลาง แม้ฝ่ายโจทก์ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงการที่โจทก์มีหนังสือเอกสารหมาย จ. 4 แจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีอากรโจทก์ แต่เอกสารหมาย จ. 4 ดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ได้อ้างอิงและยื่นต่อศาลภาษีอากรกลางก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามข้อ 15 แห่งข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2544 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 ดังนั้น ประเด็นว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าจำเลยที่ 4 ค้างชำระภาษีอากรโจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. 4 นั้น จึงได้มีการนำสืบมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง โจทก์ย่อมสามารถหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 4 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าภาษีอากรโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. 4 แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่าจำเลยที่ 4 ได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนรับจำนอง ที่ดิน พิพาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉลหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย จ. 4 เป็นหนังสือทั่วไปที่สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 แจ้งไปยังกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 4 รวมทั้งแจ้งถึงผู้จัดการธนาคารอื่นว่าจำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นตามบัญชีรายชื่อผู้ค้างภาษีอากร เป็นผู้ค้างชำระภาษีอากรขอให้จำเลยที่ 4 และธนาคารอื่นช่วยตรวจสอบว่า ผู้ค้างชำระภาษีอากรดังกล่าวมีบัญชีเงินฝากอยู่ที่ธนาคารหรือไม่ หากมีเป็นบัญชีเงินฝากประเภทใด เลขที่บัญชีใด จำนวนเท่าใด แล้วแจ้งให้สำนักงานภาษีสรรพากรพื้นที่ 10 ทราบ โดยไม่ได้แจ้งว่าโจทก์กำลังจะบังคับชำระหนี้ ที่ดิน พิพาทที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 และข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 รู้ว่าจำเลย ที่ 1 โอน ที่ดิน ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับชำระหนี้ภาษีอากรค้างทำให้โจทก์เสียเปรียบ ถือว่าจำเลยที่ 4 ได้จดทะเบียนรับจำนอง ที่ดิน พิพาทกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จำเลยที่ 4 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตก่อนเริ่มฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉล การเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 238 วรรคหนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10252/2546 กรมสรรพากร โจทก์ นายภูมิธเนศ รุ่งเช้า กับพวก จำเลย ป.พ.พ. ม. 237 , ม. 238 ป.รัษฎากร ม. 12 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 20 ข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ.2544 ม. 15