ฎีกาที่ 9326/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8
พ.ศ. 2528 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 8 คดีตามมาตรา 7 (1) ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้คัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะ...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 (ยกเลิก) มาตรา 30
พ.ศ. 2508 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 30 แบบแสดงรายการที่ดินตามมาตรา 24 และมาตรา 29 ให้ยื่นภายในเดือนมกราคมของปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินตามมาตรา 16 แบบแสดงรายการที่ดินที่ยื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ได้ทุกปีใน...
- รวมฉบับ
พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 (ยกเลิก) มาตรา 49
พ.ศ. 2508 · ข้อความเดียวกันหลายฉบับ
มาตรา 49 เจ้าของที่ดินผู้ใดได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ โดยยื่นอุทธรณ์แก่เจ้าพนักงานประเมินตามแบบ...
ย่อสั้น
จำเลยได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า และจำเลยได้ครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน จึงเป็นกรณีครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จำเลยจึงเป็นเจ้าของ ที่ดิน ตามความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ และต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับ ที่ดิน ดังกล่าว โจทก์ประเมินให้จำเลยรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการและได้มีการชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี การยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน ตาม พ.ร.บ. ภาษีบำรุงท้องที่ ฯ มาตรา 30 วรรคสอง แบบแสดงรายการดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปี เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน แทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของ ที่ดิน เพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 24 วรรคสองแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน ในปีภาษี พ.ศ. 2542 ถึง 2544 ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีบำรุงท้องที่พร้อมเงินเพิ่มแก่โจทก์จำนวน 397,664 บาท กับเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของเงินต้นค่าภาษี 275,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น โดยเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน จำเลยให้การว่า จำเลยครอบครอง ที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ในลักษณะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยมิใช่เจ้าของ ที่ดิน การเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นภาระของกรมป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดิน และข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่าพื้นที่ที่จำเลยครอบครองในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญมีพื้นที่เท่าใด การประเมินที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มเนื่องจากการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน เพื่อเสียภาษีภายในกำหนด สำหรับปีภาษี พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2544 เป็นเงิน 264,880 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบท้องที่เขตตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร รวมทั้งการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 จำเลยได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ครอบครองและทำประโยชน์ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ซึ่งอยู่ในท้องที่ตำบลสลุยและตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีกำหนด 30 ปี นับแต่ พ.ศ. 2522 จำเลยได้ครอบครองและทำประโยชน์ใน ที่ดิน ดังกล่าว แต่จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน เพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ ฯ สำหรับ ที่ดิน ที่อยู่ในเขตตำบลหงษ์เจริญ ในปีภาษี พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2544 เจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานสำรวจได้ทำการสำรวจและยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน เพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. 2541 ถึง พ.ศ. 2544 แทนจำเลย ที่ดิน ดังกล่าวอยู่นอกเขตเทศบาลที่มีกำนัน เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้แจ้งการประเมินโดยวิธีประกาศแจ้งการประเมินไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอท่าแซะ ที่ทำการกำนันตำบลหงษ์เจริญ และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านที่ ที่ดิน ตั้งอยู่ตามประกาศอำเภอท่าแซะเรื่องแจ้งการประเมินเพื่อเสียภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีภาษี พ.ศ. 2541 ถึงปี พ.ศ. 2544 แต่จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าจำเลยมิใช่เจ้าของ ที่ดิน จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ใน ที่ดิน นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของ ที่ดิน ในวันที่ 1 มกราคม ของปีใด มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นจากราคาปานกลางของ ที่ดิน ?" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้ " ที่ดิน " หมายความว่า พื้น ที่ดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย "เจ้าของ ที่ดิน " หมายความว่า บุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งมีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน หรือครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน "ปี"?" บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า บุคคลหรือคณะบุคคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน หรือมิได้มีกรรมสิทธิ์ใน ที่ดิน แต่เป็นผู้ครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ในวันที่ 1 มกราคมของปีใด เป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้นโดยคำนวณภาษีบำรุงท้องที่จากราคาปานกลางของ ที่ดิน ที่มีกรรมสิทธิ์หรือที่ได้ครอบครองอยู่สำหรับ ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าในปีภาษีที่พิพาทจำเลยได้ครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย เพื่อปลูกต้นปาล์มน้ำมัน ตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ ซึ่งมีลักษณะเป็นสัญญาเช่า จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลครอบครองอยู่ใน ที่ดิน ที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน จำเลยจึงเป็นเจ้าของ ที่ดิน ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น กรณีหาได้มีปัญหาต้องตีความกฎหมายดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติไม่ใช่ ที่ดิน ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 8 (1) ถึง (11) ทั้งไม่ปรากฏว่ามีกฎกระทรวงกำหนดให้ ที่ดิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อ - สลุย ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 8 (12) และไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจกรมป่าไม้หรือปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งงดการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ จำเลยจึงต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับ ที่ดิน ดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปมีว่า จำเลยต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าจำนวนเนื้อ ที่ดิน ที่จำเลยครอบครองและอัตราภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินไม่ถูกต้องนั้น เป็นการโต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินนั้นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กรณีจึงเป็นคดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานหรือคณะกรรมการตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) ซึ่งมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ บัญญัติให้ฟ้องคดีภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการคัดค้านหรืออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยต่อเจ้าพนักงาน หรือคณะกรรมการ และได้มีการวินิจฉัยชี้ขาดคำคัดค้านหรืออุทธรณ์นั้นเสร็จสิ้นแล้ว การห้ามฟ้องคดีตามบทบัญญัติมาตรานี้หมายความรวมถึงการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดีด้วย จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ถูกต้องมาเป็นข้อต่อสู้โจทก์ในคดี และต้องรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน การที่ศาลภาษีอากรกลางรับวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขการประเมินให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดลงจากการประเมินเป็นการไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงให้จำเลยเสียภาษีบำรุงท้องที่เพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนที่ประเมินไม่ได้ จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน ภายในเวลาที่กำหนดจึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 45 (1) แต่แบบแสดงรายการ ที่ดิน ดังกล่าวใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลาสี่ปีตามพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 มาตรา 30 วรรคสอง เมื่อเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน แทนจำเลยในปีภาษี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของ ที่ดิน เพื่อคำนวณภาษีบำรุงท้องที่ตามมาตรา 24 วรรคสองแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน ในปีภาษี พ.ศ. 2542 ถึง 2544 ซึ่งเป็นปีที่สองถึงที่สี่อีก จำเลยจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน เฉพาะปีภาษี พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นปีแรกเป็นเงิน 6,020 บาท เท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยเสียเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน ทั้งสี่ปีเป็นเงินรวม 24,080 บาท ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมิน และมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคดี ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเดือนเมษายนของทุกปี หรือชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 35 จำเลยไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด จึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละยี่สิบสี่ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนแต่ไม่ให้นำเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน มาคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มในการนี้ด้วยตามมาตรา 45 (4) อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ภาษีบำรุงท้องที่และเงินเพิ่มตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางคำนวณถึงเดือนฟ้อง (มิถุนายน 2544) ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เป็นจำนวน 347,956 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 คิดเป็นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 8,700 บาท จำเลยเสียมา 9,805 บาท เกินมา 1,105 บาท จึงให้คืนแก่จำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีภาษี พ.ศ. 2541 ถึง 2544 และเงินเพิ่มสำหรับการไม่ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดิน รวมเป็นเงิน 246,820 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เกินมา 1,105 บาท แก่จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9326/2546 องค์การบริหารส่วนตำบลหงษ์เจริญ โจทก์ บริษัทสหไทยน้ำมันพืช จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. ม. 55 , ม. 177 ป.พ.พ. ม. 1367 พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ม. 6 , ม. 30 วรรคสอง , ม. 49 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 8