ฎีกาที่ 8113/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
ย่อสั้น
ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคสาม คำว่า "สิทธิใน ที่ดิน ที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน " นั้น เมื่อพิจารณาจาก พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมาย ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติรับรองถึงสิทธิของผู้ครอบครองและทำประโยชน์ใน ที่ดิน อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย ที่ดิน ใช้บังคับ สิทธิใน ที่ดิน ที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน จึงหมายรวมถึงสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ด้วย เมื่อ พ. ได้ขาย ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็น ที่ดิน ที่มีสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ให้แก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทตลอดมา จึงแสดงให้เห็นว่า พ. ได้สละสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาทและโอน ที่ดิน พิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยรับโอนมาโดยชอบ จำเลยจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาท ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 59 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิใน ที่ดิน พิพาทและไม่มีอำนาจนำ ที่ดิน ที่พิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูป ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4)
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามเจ้าพนักงาน ที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ออกโฉนด ที่ดิน ให้แก่จำเลย และเพิกถอนคำขอออกโฉนด ที่ดิน ของจำเลย กับมีคำสั่งว่า ที่ดิน ที่จำเลย (ที่ถูก ที่ดิน ที่จำเลยขอออกโฉนด ที่ดิน ) เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาท ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับ ที่ดิน พิพาทต่อไป ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำบอกกล่าวขอถอนคำฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดิน พิพาทอยู่ในเขตท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีกฎกระทรวงฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2511) ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2511 ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กำหนดให้ป่าเมืองไผ่ซึ่ง ที่ดิน พิพาทตั้งอยู่เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกา ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูป ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 กำหนดเขต ที่ดิน ในท้องที่อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นเขตปฏิรูป ที่ดิน ที่ดิน พิพาทอยู่ในเขตปฏิรูป ที่ดิน ของโจทก์ เดิมเป็น ที่ดิน ตามแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) เอกสารหมาย ล. 2 มีนายพล เสือชุมแสง ถือสิทธิครอบครอง ต่อมานายพลได้ขายให้แก่จำเลยพร้อมกับมอบแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ให้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ใน ที่ดิน พิพาทตลอดมา ต่อมาจำเลยได้นำแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ไปยื่นคำขอออกโฉนด ที่ดิน ต่อสำนักงาน ที่ดิน จังหวัดบุรีรัมย์ สาขานางรอง โจทก์คัดค้าน เจ้าพนักงาน ที่ดิน ได้สอบสวนเปรียบเทียบแล้ว มีคำสั่งออกโฉนด ที่ดิน ให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ดิน พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่านายพล เสือชุมแสง เข้าไปครอบครอง ที่ดิน พิพาทอันเป็น ที่ดิน ของรัฐ เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 และ 72 ตรี การแจ้งการครอบครอง ที่ดิน พิพาทของนายพลจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ นั้น เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 12 วรรคสาม บัญญัติว่า ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิใน ที่ดิน ที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน ซึ่งสิทธิใน ที่ดิน ที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน ไม่รวมสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 บัญญัติรับรองถึงสิทธิของผู้ครอบครองและทำประโยชน์ใน ที่ดิน อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย ที่ดิน ใช้บังคับ ดังนั้น สิทธิใน ที่ดิน ที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน จึงหมายรวมถึงสิทธิครอบครองตามแบบแจ้งการครอบครอง ที่ดิน (ส.ค. 1) ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่านายพลได้ขาย ที่ดิน พิพาทซึ่งเป็น ที่ดิน ที่มีสิทธิครอบครองให้แก่จำเลย และจำเลยได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยทำเป็นสวนผลไม้ ปลูกต้นมะพร้าว กล้วย และมะม่วง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่านายพลได้สละสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาทและโอน ที่ดิน พิพาทโดยการส่งมอบการครอบครองให้แก่จำเลย จำเลยรับโอนมาโดยชอบ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใน ที่ดิน พิพาทตามนัยแห่งประมวลกฎหมาย ที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 59 วรรคสอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิใน ที่ดิน พิพาทและไม่มีอำนาจนำ ที่ดิน พิพาทมาใช้ในการปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูป ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4) แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8113/2546 สำนักงานการปฏิรูป ที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม โจทก์ นางคนึง เรือโป๊ะ จำเลย ป.พ.พ. ม. 1367 ป.ที่ดิน ม. 59 วรรคสอง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 5 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4) พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 12 วรรคสาม