ฎีกาที่ 6157/2546
ข้อมูลจากแหล่งทางการของศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกานี้นำเข้าจาก เว็บไซต์ศาลฎีกา เพื่อใช้ตรวจค้นในระบบ local ควรตรวจสอบต้นฉบับจากแหล่งทางการก่อนนำไปอ้างอิง
กฎหมายที่อ้างถึง
ย่อสั้น
อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างว่างานที่โจทก์ทำไม่เข้าลักษณะงานตามประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ซึ่งออกตามมาตรา 6 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินประกัน การทำงานที่เก็บไปให้แก่โจทก์นั้น แม้มิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล แรงงาน กลาง แต่เป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายจากการทำงานตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์มิใช่พนักงานการเงิน แต่โจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุด มีสิทธิรับเงินจากลูกค้าและออกใบเสร็จรับเงิน ในนามตนเอง ควบคุมกำกับดูแลการจัดเก็บเงินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ควบคุมการนำส่งทางการเงินและบัญชี ควบคุมพนักงานการเงินให้จัดเก็บเงินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องทางการเงินด้วย โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมเงินของนายจ้างอันเป็นงานตามประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 (6) นายจ้างเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันการทำงานเป็นเงิน 12,000 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาล แรงงาน กลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกันการทำงาน 1,557 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,557 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาล แรงงาน กลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2540 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ประเภทบริษัทจำกัด ได้รับโจทก์เป็นลูกจ้าง จ่ายค่าจ้างเป็นเดือนทุกวันสิ้นเดือน โจทก์ทำงานติดต่อกันจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งในขณะนั้นโจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุดโครงการนิติบุคคลอาคารชุดเคหะชุมชนร่มเกล้า 1 จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้โจทก์เดือนละ 13,759 บาท ครั้นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป โจทก์ไม่ได้มาทำงาน กับจำเลยที่ 1 ตามปกติ ระหว่างที่โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 ได้หักเงินประกันการทำงานจากเงินเดือนของโจทก์รวม 12,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 หักเงินเดือนของโจทก์เป็นเงินประกันการทำงานเดือนละ 1,200 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2540 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2541 เป็นเงิน 12,000 บาท ซึ่งงานของโจทก์ที่ลงลายมือชื่อ ในใบเสร็จรับเงิน บางครั้งก็ไปเก็บเงินจากลูกค้าเนื่องจากพนักงานการเงินไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ทันนั้นเป็นเพียงการให้บริการแก่ลูกค้า โจทก์ไม่ใช่พนักงานเก็บและจ่ายเงิน งานที่โจทก์ทำไม่เข้าลักษณะงาน 6 ประเภทงานที่นายจ้างจะเรียกเงินประกันการทำงานจากลูกจ้างได้ ตามประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ซึ่ง ออกตามมาตรา 6 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินประกัน การทำงานดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามมาตรา 10 วรรคสุดท้าย ไม่มีสิทธินำไปหักชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้แม้จะมิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาล แรงงาน กลาง แต่เป็นอุทธรณ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายจากการทำงานตามพระราชบัญญัติ คุ้มครอง แรงงาน พ.ศ. 2541 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แรงงาน และวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เห็นว่า แม้โจทก์จะมิใช่พนักงานการเงิน แต่การที่โจทก์เป็นผู้จัดการอาคารชุดมีสิทธิที่จะรับเงินจากลูกค้าและออกใบเสร็จรับเงินในนามของตนเองได้ ควบคุมกำกับดูแลในการจัดเก็บเงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ควบคุมการนำส่งทางการเงินและบัญชีควบคุมพนักงานการเงินให้จัดเก็บเงินให้ถูกต้องตาม ความเป็นจริงและมีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องทางการเงินด้วย โจทก์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมเงินของนายจ้าง อันเป็นงานในข้อ 4 (6) ที่นายจ้างสามารถเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากโจทก์ได้ ตามประกาศกระทรวง แรงงาน และสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหาย ในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงินประกันการทำงานตามฟ้องให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2546 นางพรชนก วิภูษณะ โจทก์ บริษัทจัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 6 , ม. 10 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 , ม. 4 (6)